FEATURED, FOOD
ให้ความเห็น

Gaggan ร้านมิชลินสตาร์ 2 ดาวพ่วงอันดับหนึ่งของเอเชีย 4 ปีซ้อน | FAVFlavour

หนึ่งในร้านอาหารดังระดับโลกที่นักกินทุกคนต้องหนึ่งในนั้นต้องมีร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียแบบFine Dining ระดับตำนานที่โด่งดัง กวาดรางวัลระดับโลกมามากมาย

ชื่อร้าน Gaggan มาจากเชฟเจ้าของคุณGaggan Anand   โดยสไตล์ของร้านเป็นแนวไฟไดนิ่งที่มาจากอาหารอินเดียโดยเชฟนิยามสไตล์ว่าเป็น progressive indian cuisine โดดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์  ของอาหาร และความแปลกใหม่           ร้าน Gaggan เป็นเจ้าของอันดับ 1 จาก Asia’s 50 Best Restaurants ยืนหนึ่งในเอเชียมาถึง 4 ปีซ้อน และล่าสุดในปี 2019 นี้ยังได้อันดับที่ 4 ในลิสท์ World’s 50 Best Restaurants จากร้านอาหารทั่วโลก พ่วงด้วย Michelin Star 2 ดาว  อีกทั้งหลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านทางซีรีส์ ” Chef’s table “ ของ Netflix ทำให้ใครๆ ก็ต่างอยากจะมาลองชิมอาหารของที่นี่ดูซักครั้ง

วันนี้เราโชคดีได้นั่งโซน Chef table ได้ดูเชฟทำอาหารกันตรงหน้าเลยค่ะ


Reservation

เรื่องนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจองยากจริงๆเพราะว่าเต็มทุกวัน ยิ่งตั้งแต่ที่ทางร้านประกาศว่าจะปิดตัวช่วงกลางปี 2020 แล้วทุกคนต่างอยากจับจองเข้ามาลิ้มลองกันซักครั้งค่ะ อย่าลืมว่าไม่ได้มีแต่คนไทย คนจากหลากหลายประเทศหลั่งไหลกันมาที่นี่

วิธีการคือต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางร้าน  http://www.eatatgaggan.com/reservation/   เว็บไซต์อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ไม่สามารถโทรไปจองได้  และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน หลังจากนั้นอาจจะอีเมลบอกทางร้านเป็นช่วงระยะเวลาอีกทีค่ะ เผื่อทางร้านมี slot เวลาในวันอื่นที่ใกล้เคียงว่าง   รอบที่คนจะน้อยกว่าคือรอบ 21.30  หากเวลาที่เราจองได้ ทางร้านจะมีอีเมลกลับมายืนยันที่นั่งให้เราค่ะ


Price (According to June 2019)

ราคาจะอยู่ที่ 8,000++ ต่อท่านรวมชา กาแฟ และน้ำเปล่าแล้วค่ะ (Still water)  ส่วนถ้าต้องการจะสั่ง Wine Pairing อยู่ที่ 4,000++ สำหรับแก้วขนาด Tasting Portion จำนวน 9 แก้วค่ะ

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอยู่มาก เชื่อว่าหลายท่านก่อนจะมากินก็น่าจะมีการทำการบ้าน ลองอ่านรีวิวมากันบ้าง พอเห็นราคาก็อาจจะอึ้งอยู่เพราะมีราคาค่อนข้างสูง  อาหารบางคนว่ามาแค่จานละคำจะอิ่มหรอ? แต่เราคิดว่าเป็นความพึงพอใจเฉพาะบุคคลนะคะ   สำหรับเราถือว่าราคานี้มาจากประบสบการณ์ที่เชฟสั่งสมมา เป็นมื้อที่ไม่ใช่แค่มากินข้าว แต่ถือเป็น Experience ด้วย  ตัวอาหารเองเอาจริงๆ มันเยอะมาก บางคอร์สคือพอร์ชั่นใหญ่เรียกได้ว่าปริมาณไม่น้อยเลย เราเองยังอิ่มตั้งแต่ครึ่งทาง  อีกทั้งถ้าดูจากร้านอาหารชั้นนำในต่างประเทศแล้ว ราคานี้ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ


Let the journey begin

วันนี้เราโชคดีมากค่ะ ทางร้านแจ้งว่ามีที่นั่งในโซน Chef table ว่างเราจึงเลือกที่จะย้ายไปนั่งตรงนั้น เพื่อที่จะได้ฟังเชฟอธิบายอย่างละเอียด เสียดายว่าวันนั้นเชฟ Gaggan ไม่อยู่ที่ร้านเพราะเป็นช่วงเดียวกับที่ประกาศผล World 50 best restarant

มื้อนี้เราไม่ได้สั่งไวน์แพริ่งค่ะ แต่สั่งเป็นแก้วโดยเลือกเป็นไวน์ขาว  Sebastien Riffault Les Quarterons 2014 GL อยู่ที่ราคาแก้วละ 600 บาทค่ะ แต่หากใครไม่ต้องการไวน์ น้ำเปล่าจะมีให้อยู่แล้วนะคะ หลังจากที่เลือกไวน์กันเสร็จก็เป็นอันเข้ามื้ออาหารของเราในค่ำนี้ค่ะ

อีโมจิแสดงถึงจุดเด่นของแต่ละคอร์ส

ซิกเนเจอร์ของทางร้านที่ถูกกล่าวถึงเยอะก็คือเมนู เพราะคุณจะไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลย นอกจากอีโมจิ คิ้วท์ๆ ชวนสงสัย เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงแต่ละเมนูค่ะ  โดยแต่ละซีซั่นเมนูจะไม่เหมือนกันนะคะ แต่ที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะเมนูไหนซีรีส์ไหนทุกเมนู ” ต้องใช้มือกินค่ะ “ ที่นี่ไม่มีช้อนส้อมวางเหมือนร้านอื่นนะคะ เนื่องจากออริจินอลของอาหารอินเดียใช้มือกิน ยกเว้นบางเมนูเช่นพวกซุปเชฟจะมีช้อนแยกมาให้ค่ะ

ตัวแรกคือ Summer Pitcher เป็นเหมือน Welcome Drink ค่ะ ตัวนี้แค่พรีเซนท์เทชั่นก็น่าสนใจแล้ว เป็นน้ำลิ้นจี่โซดา แต่แอบมีรสเผ็ดร้อนเบาๆ เสิร์ฟมาให้หม้อข้าวหม้อแกงลิง ถือว่าได้ทั้งความอร่อยและความสนุกในเวลาเดียวกันเลยค่ะ

คอร์สที่สองเป็นซิกเนเจอร์ที่โด่งดังของร้านนี้เลยค่ะ Yoghurt Explosion  เป็นโยเกิร์ตในรูปแบบของสเฟียร์ (โยเกิร์ตที่มีเยื้อบางๆ หุ้ม พอกัดแล้วก็จะแตกเป็นน้ำค่ะ ) ที่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศเบาๆ ตัวนี้อยู่ในคอร์สของทางร้านมาตั้งแต่แรกๆ เลยค่ะ เพราะว่าได้รับความนิยมมากเลย

คอร์สที่สามก็เป็นอีกหนึ่งคอร์สสุดฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกได้ว่าเปิดโซเชียบมีเดียเซิร์จหาร้านนี้ต้องมีรูปนี้เลยแหละ Lick your way up เป็นซอสเครื่องเทศรสต่างๆ ที่มากับวิธีการกินสุดแนวคือต้องเลีย!! ใช้ค่ะ จานนี้ตอนกินอาจจะเขิลๆ กันหน่อยแต่ละคนหยิบจานขึ้นมาเลียไปถ่ายรูปไปสนุกสนานเลย

เซ็ทต่อมาเฟย์ขอพูดถึงทั้ง 5 จานพร้อมกันเลยนะคะเพราะว่าเค้ามาเป็นซีรีส์เดียวกัน คือจะเป็นอาหารอินเดียที่มาจากแต่ละภาคค่ะ โดยจานไหนมาจากภาคไหนเค้าก็จะเสิร์ฟให้มาตามจานที่แยกออกมาเป็นโซนต่างๆ  ซึ่งความสนุกคือพอกินเสร็จแต่ละจาน เราก็ต้องมาเรียงต่อกันให้เป็นรูปแผนที่ประเทศอินเดีย แต่ถ้าใครไม่แม่นภูมิศาสตร์ก็ต้องเดากันไปเลยค่ะ  อย่างเราก็คือมองตามคนอื่นๆ ในร้าน อิอิ

Chili Nest ชิ้นแรกเป็นไข่จิ๋วที่อยู่บนรังนก เชื่อว่าใครๆ  ต้องชอบแน่นอน ตัวนี้เราค่อนข้างชอบทีเดียวค่ะ ข้างในไข่จะเป็นซอสซึ่งเป็นการทำเลียนแบบของว่างแนวสตรีทฟู้ดที่ชื่อว่า pani puri แต่ดัดแปลงออกมาในรูปแบบใหม่ ได้ texture ทั้งกรอบจากรังนกและน้ำซอสเป็นการเปิดซีรีส์มาได้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ

Khandvi Snow ตัวถัดมาเป็นเหมือนเนื้อเค้กที่ทำจากแป้งและโยเกิร์ตค่ะ ด้านบนตกแต่งด้วยทับทิมและมะพร้าวค่ะ  ตัวนี้ให้ความรู้สึกแบบเนื้อสัมผัสเบาๆ

Green peas kachori คำนี้อร่อยมากกก เป็นมูสถั่วลันเตาที่อยู่ในแครกเกอร์ คำนี้ให้รสชาติที่นุ่มละมุนลิ้นมากๆ เราชอบคำนี้ที่สุดในเซ็ทนี้

Kolkata Jhalmuri Cookie คุ้กกี้ในฉบับของ Gaggan ก็ต้องมาในแบบที่แปลกๆ เจ้าตัวนี้เป็นแครกเกอร์ที่เนื้อเบาๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นไส้มะขามนะคะ โรยด้วยผงหน่อไม้ฝรั่งสีเขียวอีกที

Aloo Bonda Charcoal คำสุดท้ายเป็นอีกตัวที่เราชอบ ทำเลียนแบบก้อนถ่านซึ่งข้างในจะเป็นไส้มันบดนุ่มๆ

คอร์สที่ 9 Brain Damage เป็นอีกหนึ่งเมนูแบบ Dine with Experience เพราะว่าเราจะไม่เห็นว่ามันคืออะไร! เพราะเค้าจะนำผ้ามาให้เราปิดตาค่ะ เชฟก็จะใส่มือให้เราแล้วก็กินไปทั้งคำเลย  และอีโมจิที่เราเห็นก่อนกินมันเป็นรูปสมอง แถมรสชาติก็เป็นกลิ่นเครื่องเทศนำมาเลย งานนี้ก็จินตนาการไปต่างๆ นาๆ เลยสิ นึกว่าถูกหลอกให้กินสมองอะไรรึเปล่า ฮ่าาา

แต่พอกินเสร็จแล้ว เปิดตาได้เชฟก็มีเก็บไว้ให้เราดูจานนึง หน้าตาก็คือเป็นสมองจริงๆ! แต่เป็นแค่ดีไซน์นะคะ จริงๆแล้วทำจากพวกผักต่างๆ   จานนี้เราสามารถให้ทางร้านถ่ายวีดีโอของเราตอนกินได้ด้วยนะ เฟย์มาเปิดดูรีเอ็กชั่นของตัวเองก็ตลกดีเหมือนกันแหะ

คอร์สที่ 10 เราได้กินทรัฟเฟิล!!! ซะเมื่อไหร่ Fake Truffles ทำออกมาได้เหมือนมากเลยค่ะ แต่จริงๆ แล้วเป็นขนมปังรสชาติไปทางหวาน ข้างในเป็นไซส์ชีสค่ะ

ถัดมาเป็น Tomato Sundae เป็นเจลลี่มะเขือเทศห่อด้วยมะเขือเทศอบเป็นแผ่น เพิ่มรสชาติด้วยอิคุระ

รูปข้าวโพดในอีโมจิคือเมนู Foie gras corn dog ตัวนี้เวลากินต้องระวังนิดนึงเพราะเชฟจะทอดใหม่ๆ เลยร้อยมาก มันคือคอร์นดอกที่มีไส้ฟัวกราส์ เยิ้มๆ เลยค่ะ

ต่อไปเป็นรูปส้ม Assam Tea Orange & Eel อันนี้เป็นมูสชาอัสสัมกับปลาไหล มาในแบบเย็น

มาถึงครึ่งทางแล้วกับคอร์สที่ 14 Uni&Onion Orgasm ตัวนี้ตั้งแต่เห็นเชฟกำลังเตรียมเมนูก็อยากจะน้ำลายไหลเหมือนอิโมจิในเมนูเลยค่ะ ไข่หอนเม่นเย็นๆบนแครกเกอร์ ละลายในทันทีเมื่อเข้าปาก

ตามด้วย Sushi Tribute อีกหนึ่งคำสุดฟินของมื้อนี้ ด้านล่างเป็นเนกิโทโร่อากามิ วางท้อปด้วยโอโทโร่ ที่อาบุริ (เบิร์นผิวเล็กน้อย) อร่อยมากค่ะ เป็นเมนูที่แหวนแนวมาทางญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ทำไมยังมีกลิ่นอายความเป็นอินเดีย อาจเพราะมีการใส่เครื่องเทศอะไรบางอย่างเข้าไปหมักด้วยก็เป็นได้


พอถึงตรงนี้เราค่อนข้างอิ่มมาก และรู้สึกตื้อกับรสชาติของเครื่องเทศเล็กน้อย แต่พอเจอตัวนี้ในคอร์สที่ 16 Tea Ceremony ตื่นเลยค่ะ ข้างล่างจะเป็นไข่ตุ๋นก่อนจะตามด้วยซุปเห็ด พอได้กินตัวนี้ความอุ่นๆจากซุปคล่องคอ ทำให้ล้างรสชาติเดิม ท้องโล่ง พร้อมจะลุยต่อเลย ประทับใจทีเดียวค่ะเหมือนเค้าคิดมาแล้วว่าต้องลำดับรสชาติแบบนี้

คอร์สที่ 17 เริ่มเข้าโหมดจานหลักค่ะ จานนี้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ Prawn Balchao ดูเผินๆ ก็เหมือนแค่กุ้งย่างธรรมดา แต่โนค่ะ เป็นกุ้งลายเสือตัวใหญ่หมักเครื่องเทศหลากหลายชนิดและนำไปย่างแบบทันดูรี   วิธีกินคือให้ดิปซอสที่เชฟให้มากับผงเครื่องเทศทางด้านขวา

Idiyappam Vindaloo  ตัวนี้รสชาติว้าวทีเดียวค่ะ เป็นเมนูเส้นราดแกงที่รสชาติออกไปทางเปรี้ยวๆ ข้นๆ  ตัวเส้นจืดทำให้บาลานส์รสชาติออกมาอ่อนลง ไม่โดดเกินไป อ้อ! จานนี้เชฟมีช้อนให้นะคะ ฮ่าาา



คอร์สที่ 19 A hater called it as a fart ! งงไหมทำไมชื่อเมนูมันประหลาดงั้นอ่ะ ฮ่าาา เพราะในเมนูจะเป็นอิโมจิรูปตด อิอิ ตอนแรกเราก็นึกว่าเออ อาจจะเพราะเค้าต้องรมควันแกะ เห็นเป็นควันๆเลยใช้รูปนี้ แต่ที่ไหนได้ เชฟเล่าไปก็ทำให้เรานึกขำไปด้วยค่ะ เกิดมาจากลูกค้าเองเนี่ยแหละมาคอมเม้นท์ว่ากลิ่นเหมือนตด! ไม่เห็นเหมือนเลย เราว่าออกจากหอม กลิ่นของหญ้าเฮย์กับเครื่องเทศ อีกทั้งตัวแกะคือดีมากกก ให้ก สิบตัวเลย เนื้อแกะนุ่มมากๆ  ได้ทั้งรสชาติของแกะและเครื่องเทศค่ะ   ชิ้นก็ใหญ่ประมานผ่ามือผู้หญิงเลยค่ะ

King Crab  ได้กินปูกันบ้าง เนื้อปูถูกซ่อนตัวอยู่ข้างใต้ พร้อมด้วยแอสพารากัสออย รสชาติเบาๆ ค่ะตัวนี้



Main ตัวสุดท้าย Fish Paturi Experience  ตัวนี้ก่อนจะได้กิน เชฟจะปิดไฟ แล้วก็เผาก่อนค่ะ เผาแบบจริงจังมากตอนมาเสิร์ฟใบที่ห่อมายังติดไฟอยู่นิดๆ เลย เป็นข้าวบาสมาติหมักเครื่องเทศต่างๆ กับปลาคินเมได ที่เนื้อนุ่ม ความสุกกำลังดี

คอร์สที่ 22 เข้าโหวตของหวาน Pebbles in water ตัวนี้ล้างรสชาติของคาวได้ดี มาเป็นบ่อน้ำเลยค่ะ ไวท์ช็อกโกแลตไส้เมล่อน ดูดีๆ ก่อนหยิบน้า มีหินกินได้และหินจริงๆ ด้วยนะ ฮ่าา

คอร์สที่ 23 Mango Milshake กินไปก็เขิลไปนานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ใช้ขสดนม? =)

รองสุดท้ายแล้ว Bonsai  พรีเซนเทชั่นเก๋มากมาเป็นต้นบอนไซจริงๆ เลยค่ะ สำหรับเราวิธีกินแอบกินยากไปนิด หรือเรากินไม่ถูกก็ไม่รู้ มันตัดซอร์เบไม่ค่อยขึ้น แต่เรื่องรสชาติของสปอนจ์ ต้นไม้ที่เป็นคุ้กกัเและซอร์เบย์นั้น อร่อยหอมหวานแบบอ่อนๆ ดีค่ะ

และแล้วก็เดินทางมาถึง คอร์สสุดท้ายแล้ววววว ขนมหวานในจากอินสไปร์ในตำนานจากเกมส์  Pacman เริ่มกินจากตัวผีเป็นช็อกโกแลตพริก ตามด้วยแพ็คแมนไปไอศครีมแอปปริคอต ต้องระวังตอนหยินนิดนุง ปิดท้ายด้วยเจลลี่เชอร์รี่ค่ะ

ยังไม่ท้ายสุด เพราะเรามีพิเศษอีกหนึ่งตัว เนื่องจากเฟย์มากินในโอกาสฉลองวันเกิดของตัวเอง ทางร้านมีการเซอร์ไพรส์เราเล็กๆ ด้วยเค้กไวท์ช็อกโกแลตก้อนนี้ พร้อมกับเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์จากทุกคนที่ร่วมโต๊ะ =)   ถ้าใครมีโอกาสพิเศษอะไรสามารถแจ้งตอนจองได้เลยนะคะ


25 indian dishes

เมนูเฉลย

และแล้วก็กินกันจนจบทั้ง 25 คอร์สจนได้ค่ะ พอกินเสร็จก็จะได้เมนูอีกใบเป็นเฉลยค่ะ  บอกเลยว่าแต่ละคอร์สที่ออกมา มีความครีเอทีฟสมกับที่ได้รางวัลต่างๆ มามากมาย ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาหารอินเดียจะสามารถดัดแปลงออกมาได้น่าสนใจขนาดนี้ค่ะ

ระยะเวลาในการทางค่อนข้างนอนเหมือนกันนะคะ เรากินรอบรอบ 21.30 กว่าจะออกจากร้านนี่ราวๆ ตีหนึ่งเลยอาจะเป็นเพราะโต๊ะที่เราได้นั่งเป็นโซน Chef Table ซึ่งมีราวๆ 10 กว่าที่เท่านั้น ทำให้เชฟสามารถดูแล พูดคุย และโชว์ลูกเล่นต่างๆได้อย่างเต็มที่  เรียกได้ว่าไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจกันเลยค่ะ แต่ถ้าใครชอบความสงบ สบายๆ ก็แนะนำเป็นโซนที่นั่งปกติค่ะ

ทุกเมนูที่เราได้ชิมถือว่าผ่านการคิด การดีไซน์และใส่ความครีเอทีฟลงไปอย่างเต็มที่ ชนิดที่ว่าหากเชฟไม่อธิบายเราจะไม่รู้เลยว่าตรงหน้าเราคืออะไร พอได้กินไปฟังเชฟอธิบายวิธีการทำและที่มาไป ทำให้เราทอดทึ่งไม่ได้เลยค่ะ     หากใครเป็นฟู้ดดี้เฟย์คิดว่าควรจะมาลองซักครั้งก่อนที่ร้านจะปิดช่วงมิถุนายน 2020 เพราะเชฟจะไปทำโปรเจ็คใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ

อร่อยและสนุกตลอดมื้อ ถ้ามีโอกาสอยากให้มาลองกันค่าา

—————————-
Gaggan
68/1 ซอยหลังสวน ถนน เพลินจิต แขวง ลุมพินี เขต ปทุมวัน กรุงเทพฯ
www.eatatgaggan.com
จันทร์ถึงเสาร์ 1st round 5:30 pm 2nd round 9:30 pm
โทร 02-652-1700
ที่จอดรถทางร้านมีบริการ Vallet parking ทางเข้าทางออกเป็นทางเดียวกันไม่ต้องสับสนนะคะ หากเลี้ยวเข้าแล้วเจอรถขับออกมาพอดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s