เรื่องล่าสุด

[รีวิว] portobello & désiré มื้อสวยๆ ในสวยอังกฤษ | FAVFlavour


จะดีแค่ไหนถ้าคุณได้นั่งจิบกาแฟ  ผักผ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ กินขนมที่สวนสวยๆในบรรยากาศที่เหมือนบ้าน  ถ้าคุณชอบบรรยากาศแนวนี้ตามไปที่  Portobello & Désiré | Home : Garden : Café กันเลยค่ะ

Portobello & Désiré | Home : Garden : Café  ตั้งอยู่ที่ซอย 40 ซอยประเสริฐมนูกิจ 22 หรือว่าซอยสุคนธสวัสดิ์ 11 ค่ะ   ตัวร้านถ้ามาตามGPS ก็จะถึงเลยหาไม่ยาก ขับๆมาเจอตรงนี้ให้ความรู้สึกที่เหมือนเป็น Oasis เขียวชะอุ่ม ดูร่มรื่นเด่นขึ้นมาท่ามกลางอากาศอันแสนร้อนของบ้านเราเลย

ที่นี่เป็นคาเฟ่สไตล์สวนอังกฤษ   มีร้านตั้งอยู่ตรงกลางเป็นบ้านสีขาวแนววินเทจ คอนเซ็ปท์ของที่นี่จึงเป็นแนวฝรั่งๆ อาหารเองก็เป็นอาหารตะวันตก พร้อมกับบรรยากาศที่ได้ทั้งกินข้าวและชมสวนไปพร้อมๆ กัน   อีกทั้งยังมีโซนที่เจ้าของร้านเปิดให้ชมของสะสมสไตล์ฝรั่ง สวยงาม หาดูยากทั้งนั้นเลยด้วย

บรรยากาศของร้านจะเป็นแนว Homey ขาวๆ แบบคาเฟ่ในสวนอะไรงี้   บรรยากาศแบบนี้ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายมากเลย   ตัวร้านเองก็จะมีทั้ง Indoor และ Outdoor  นั่งตรงไหนก็ได้แล้วแต่เราชอบเลยค่ะ   ทริคของเฟย์คือนั่งอินดอร์ก่อน แล้วค่อยออกไปนั่งถ่ายรูปเล่นข้างนอกทีหลัง

ที่นี่มีทั้งอาหารคาว หวาน ขนมครบเลย  เราเคยมาแบบ Afternoon Tea จิบชานั่งกินขนมไปแล้ว  มาคราวนี้เลยขอมาฝากท้องกับมื้อกลางวันซะเลยค่ะ    บอกเลยว่าอาหารเค้าจานใหญ่มากกกก มากจริงๆ สาวๆ ไปกินแบบ Sharing กันน่าจะกำลังดีกว่าค่ะ

เครื่องดื่มก็เป็นแนวคาเฟ่ทั่วไปค่ะมีทั้งชา กาแฟ ช็อกโกแลต ฯลฯ  ในรูปนี้เราสั่งเป็นลาเต้เย็น ชามะนาว และชาพีช  ส่วนตัวคิดว่าชาพีชโด่ดเด่นที่สุด มันจะมีกลิ่นหอมของพีชบางๆ พร้อมเนื้อพีชเสิร์ฟมาด้วยค่ะ

ก่อนจะกินจานหลัก หิวทนไม่ไหวแอบสั่งซุปมาก่อน อิอิ ตัวบนเป็นซุปหัวหอม ในสไตล์แบบดั้งเดิม คือเป็นซุปใสหัวหอมเป็นชิ้นๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังชีสให้ใช้ดิปกินคู่กัน  ว่ากันว่าซุปหัวหอมเป็นเมนูที่ช่วยรักษาอาการหวัดได้ด้วยล่ะ    ส่วนอีกตัวอีกนี้ชอบมากๆ เป็นซุปเห็ดทรัฟเฟิล บอกเลยว่าเข้มข้นมากกก แบบเนื้อแน่นเลยค่ะ อาจจะซดไม่คล่องคอเท่าไหร่ แต่นี่เป็นสายทรัฟเฟิล กินแล้วฟินชอบเลยค่ะ  ตัวนี้เสิร์ฟมาพร้อมขนมปังกรอบด้วย

Fish and Chips ปลาชิ้นใหญ่มาก เสิร์ฟมาพร้อมกับเฟรชฟรายส์ สลัดและเลมอน  วิธีกินคือให้บีบเลมอนก่อนลงไปที่ปลา จะทำให้ปลามีรสชาติที่ดีกว่าค่ะ

Pork Chops เยอะมากๆๆ เราว่าแบ่งกินสองคนได้สบายๆ เลยค่ะ  เนื้อหมูเสิร์ฟมาหลายชิ้น พร้อมกับเครื่องเคียงเป็นสลัด  ผักย่าง และมันบด  ตัวนี้เค้าจะมีซอสเกรวี่เห็ดแยกมาให้เราราดเองตามชอบเลย นี่ว่าซอสเค็มไปเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องราดหมดค่ะ

Sausage steak ไส้กรอกย่างคือชิ้นใหญ่มากกก อาหารที่นี่คือให้เยอะหมดเลยอ่ะ ฮ่าา สาวๆ มาแนะนำว่าสั่งแชร์กันดีกว่าค่ะ แต่หนุ่มๆ น่าจะอิ่มกำลังดี   ไส้กรอกแต่ละชิ้นไม่รสชาติไม่เหมือนกันนะ มีทั้งแบบธรรมดาบ้าง เป็นพวกสมุนไพรต่างๆ บ้าง เป็นพริกไทยดำบ้างไรงี้

เมนูที่ชอบที่สุดในหมวดอาหารจานหลักคือ Truffle Pasta เป็นฟีลๆ เดียวกันกับซุปเลยค่ะ พาสต้ามีกลิ่นและรสชาติของทรัฟเฟิลอย่างเข้มข้น ยิ่งใช้เส้นFusilli (ฟูชิลี) หรือเส้นพาสต้าแบบเกลียว ยิ่งทำให้ซอสเคลือกเส้นได้ดียิ่งขึ้น  โรยด้วยชีสเล็กน้อย ฟินนน

 เหตุผลหลักที่มาในครั้งนี้ก็คือขนม~~ พวกเค้กเราว่ายังไม่สุด แต่ของดังของที่นี่ที่มาแล้วต้องสั่งเลยก็คือ Scone ค่ะ   สโคนทางร้านทำเองทำให้ได้กลิ่นหอมจากกการอบใหม่ๆ  เนื้อสโคนไม่หนักจนเกินไปเสิร์ฟคู่กับแยมสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และคลอตเท็ตชีสค่ะ     ถ้ามาเพื่อกินเบอเกอรี่เฉยๆ นี่ว่าสั่งชาร้อนมากินด้วยน่าจะเพลิดเพลินทีเดียว

   ห้องตรงนี้เป็นส่วนโชว์ของสะสมของทางร้านค่ะ  ข้างในเหมือนหลุดไปอยู่ในโลกของเมืองฝรั่ง ทั้งตู้ โซฟา จานชามต่างๆ เป็นแบบฝรั่งแนววินเทจเลยค่ะ


ที่นี่เหมาะกับคนทุกวัยเลยนะ ด้วยสไตล์ที่มีความคลาสสิค เราเห็นภาพครอบครัว ภาพกลุ่มคุณป้ามาแฮงค์เอาท์กันเพื่อนๆ เป็นภาพที่น่ารักมาเลย    เหมาะกันวันหยุดสุดสัปดาห์มาพักผ่อนเบาๆก็ดีค่ะ

—————————-
Portobello & Désiré | Home : Garden : Café
https://www.facebook.com/portobelloanddesire/
40 ซอยประเสริฐมนูกิจ 22
Mon – Thu 11.00 – 21.00  Fri – Sun 11.00 – 22.00
โทร :0-2907-7528 

[รีวิว] Benihana Saturday Brunch อิ่มสนุกๆ ที่ Anantara Riverside | FAVFlavour


หนึ่งร้านอาหารที่เปิดมาอย่างยาวนานถึง 26 ปีย่านฝั่งธนก็คือร้าน Benihana Anantara Riverside  ร้านเทปันยากิชื่อดังด้วยลีลาการเทปันแนว Entertainment ที่นอกจากจะได้กินเทปันอร่อยๆแล้ว ยังได้ชมลีลาเจ๋งๆ พร้อมกับร่วมสนุกไปในมื้ออาหารด้วย    คราวนี้เราอยากจะพาไปกิน Saturday Brunch ที่เป็นบุฟเฟ่ต์! อร่อยจัดเต็มตลอดบ่อยวันเสาร์กับเมนูเพี้ยบบบบ

ปกติแล้วที่นี่จะเสิร์ฟเป็นอาลาคาร์ทค่ะ แต่ถ้าใครชอบบุฟเฟ่ต์ก็ต้องมาในวันเสาร์กลางวันตั้งแต่เที่ยง ไปจนถึงประมานบ่าย 3 ที่ Benihana สาขา Anantara Riverside ค่ะ เพราะเค้ามีโปรเทปันยากิบุฟเฟ่ต์ค่ะ แต่ไม่ได้มีแค่เทปันนะ มีเมนูอื่นๆ อีกด้วย  ในส่วนของราคาก็มีอยู่ 3 แบบแล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหน

  • 1,500++ บาท ต่อท่านรวมเครื่องดื่มชาญี่ปุ่นตลอดมื้ออาหาร
  • 1,900++ บาท ต่อท่านรวมเครื่องดื่มเบียร์ ตลอดมื้ออาหาร
  •  600++ บาท สำหรับเด็กอายุ 6 – 12 ปี

สำหรับบุฟเฟ่ต์ Saturday Brunch  ในส่วนของเทปันยากิก็จัดเต็มด้วยเนื้อทั้งหมด 5 ชนิดด้วยกันค่ะมีหมูคุโรบูตะ อกไก่ ปลาแซลมอนนอร์เวย์ เนื้อสันในออสเตรเลียและหอยแมลงภู่  นอกจากนี้ก็รวมข้าวผัดและผักต่างๆ สำหรับเทปันแล้วเช่นกันค่ะ  ทั้งหมดนี้จะเป็นส่วนบุฟเฟ่ต์ที่เราสั่งได้ตลอดเลยค่ะ แต่ถ้าใครอย่างกินอย่างอื่นก็สามารถสั่งเพิ่มเติมในราคาของอาลาคาร์ทได้เช่นกันค่ะ

ทุกโต๊ะที่เรานั่งจะมีเชฟประจำแต่ละโต๊ะเลยค่ะ  ซึ่งเสน่ห์ของ Benihana ก็คือลีลาในการเทปันของเชฟ! ตลอดมื้ออาหาร เชฟจะมีโชว์ต่างๆ ไม่ว่างจะควงมีด โยนขวดเกลือพริกไทย โน่นนี่ไปจนถึงการเล่นกับไฟ!! จริงจังมาก ฮ่าาา เชื่อไหมว่าเราจะได้ยินเสียงกรี้ด เสียงเฮมากจากโต๊ะค้างเคียงตลอดเวลาเลยค่ะ เพราะความสนุกในการทำอาหาร อีกทั้งลุ้นว่าไฟจะไหม้คิ้วเรารึเปล่า ฮ่าา ล้อเล่นไม่ไหม้หรอก   จากการสอบถามคือที่นี่เชฟต้องฝึกการทำไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือนแล้วก็ต้องมีสอบด้วยค่ะถ้าไม่ผ่านก็อดมาเป็นเชฟเทปันนะ   เพราะงั้นมั่นใจได้เลยว่าเชฟทุกท่านผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญแล้วค่าาา

   ระหว่างที่เราดูเชฟโชว์ลีลาในการทำเทปันอยู่ก็จะมีมิโสะซุปมาเสิร์ฟให้ก่อนเลยค่ะ พร้อมกับซอสซึ่งจะมีสองซอสหลักๆคือสีขาวเป็น  Mustard Cream Sauce : ซอสมัสตาร์ด เนื้อครีมมี่เหมาะสำหรับกินคู่กับเนื้อวัวและหมูค่ะ    ส่วน Ginger Sauce เป็นซอสขิงแต่ไม่เผ็ดเลยนะ ออกจากหวานอ่อนๆ สำหรับกินคู่กับปลา ซีฟู๊ด และผัก

    เราว่าความน่าสนใจของเทปันยากิคือความพอดีของความสุกและรสมือเลย  เครื่องปรุงที่เชฟใช้มีเพียงเกลือกับพริกไทย  ดังนั้นอยู่ที่ความชำนาญของเชฟเลยค่ะว่าจะทำความสุกและรสชาติออกมาให้อร่อยได้ยังไง  ส่วนตัวในทั้งหมดนี่ว่าเนื้อดีสุดเราบอกเชฟไปว่าขอแบบ Medium rare ก็ได้ตามนั้นเลยดีมาก   ส่วนแซลมอลก็ดีไม่แพ้กันเนื้อไม่สุกเกินไปกำลังดีค่ะ

อีกหนึ่งไฮไลท์แสนสนุกประจำมื้อก็คือการโยนไข่! ตอนเชฟโยนมันดูง่ายมากๆ แต่พอพวกเราได้มาลองก็แตกกันไปตามระเบียบ ฮ่าาาา  ไปๆมาๆ เหมือนไข่จะเยอะกว่าข้าวแล้วอิอิ   ข้าวผัดเนยกระเทียมหอม ข้าวเป็นเมล็ดไม่แฉะค่ะอีกทั้งเชฟสามารถแต่งข้าวเป็นรูปต่างๆ ได้ด้วยนะ ใครพาเพื่อนพาแฟนไปเซอร์ไพรส์วันเกิดไรงี้รับรองต้องอมยิ้มกลับไปแน่เลย

ในส่วนของเมนูอื่นๆ ในบุฟเฟ่ต์ที่นอกเนื้อจากเทปันยากิแล้วก็มีให้เลือกอีกเยอะเลยค่ะ จุดที่ได้รับความสนใจที่สุดเห็นจะเป็นโซนกุ้งและหอยนางรม นอกจากนี้ก็มีพวกสลัดบาร์ ของทอดต่างๆ ซูชิ ซาชิมิ อีกมากมายเลย

ชอบที่เค้าเก็บไว้ในตู้เก็บปลา ทำให้สดใหม่ตลอดเวลา อย่างกินอะไรเชฟก็จำหยิบให้ ซาชิมิก็ตัดใหม่ตลอด

พวกของทอดส่วนตัวให้เกี๊ยวซ่าชนะค่ะ

ของหวานมีพวกผลไม้ต่างๆ เบเกอรี่พวกเค้ก คุ้กกี้ จิปาถะแต่ที่ชอบสุดขอโหวตให้ไอศครีม เพราะขนาดไอศครีมยังมาในรูปแบบเทปันเลย  มีรสวานิลลา ชาเขียวแล้วก็ช็อกโกแลตเลือกท้อปปิ้งได้ตามใจเลยค่ะ   ชาเขียวหอมกลิ่นคั่วนิดๆ คล้ายโฮจิฉะ

เราว่าเหมาะกับสายกินและคนคี่ไม่เคยกินแต่อยากลองมากๆ เพราะว่ามันมีครบในทุกๆ หมวดเลย เราก็สามารถลองได้หลายๆ แบบ หรือถ้าอยากสั่งแยกเพิ่มก็ได้เหมือนกันค่ะ  ที่จอดรถก็มีสามารถจอดที่โรงแรมได้เลย  หรือถ้าใครไม่มีรถนั่งบีทีเอสมาลงสะพานตากสินก็สามารถนั่งเรือข้ามฝากของโรงแรมอนันตราตรงเข้ามาได้เลยเช่นกันค่าา

—————————-
Benihana
https://www.facebook.com/BenihanaRiverside/
โรงแรมอนันตรา ริเวอร์ไซต์
Lunch at 12.00 – 15:00
โทร :0-2476-0022
Booking : riversidedining@anantara.com 

[รีวิว] Mokusai Omakase โอมากาเสะราคาเบาๆ | FAVFlavour


Omakase ที่เราจะไปลองในครั้งในนี้ชื่อร้าน Mokusai  อยู่ที่ซอยสุขุมวิท 26 ค่ะ จริงๆ แล้วร้านนี้มีอาหารญี่ปุ่นแบบอาลาคาร์ทขายด้วย แต่วันนี้ที่เราจะพาไปดูกันเป็นในส่วนของโอมากาเสะค่ะ

ร้าน Mokusai  เป็นร้านที่มีโอมากาเสะในราคาย่อมเยาว์สำหรับมือใหม่หัดกินแต่ยังไม่กล้าเพราะราคานั้นแพง  สามารถมาลองที่นี่ก่อนได้เพราะโอมากาเสะของที่นี่มีราคาเริ่มต้นแค่ 1,900++ เท่านั้นค่ะ     อีกทั้งการเดินทางก็สะดวกเพราะว่าตั้งอยู่ในกลางเมืองใกล้ๆ กับ K-Village ค่ะ       ตัวร้านเองก็เป็นแบบส่วนตัวเพราะแต่ละรอบจะรับได้ 6-7 ที่  รังสรรค์เมนูโดยเชฟบอมกับเมนูซูชิในสไตล์โมเดิร์นคือสไตล์ของที่นี่จะมีวิธีการปรุงและเทคนิคในแบบที่เราไม่เห็นในร้านโอมากาเสะแบบดั้งเดิม   เรียกได้ว่ากินไปก็ต้องถามไปอันนี้อะไร อันนั้นอะไร ทำยังไง เพลิดเพลินตลอดชม. กว่าๆ ที่เราอยู่เลยค่ะ

Pricing (As of July 2019)

โอมากาเสะที่ Mokusai จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คอร์สได้แก่ Sushi Chef”s Choice Set 1,900 ++ ซูชิ 4 คอร์ส 12 เมนู  / Mini Omakase 2,500 ++ ซูชิ 9 คอร์ส 17 เมนู / Omakase 4,500 ++  Seasonal Fish ซูชิ 9 คอร์ส 19 เมนู     ทุกรายการฟรีเครื่องดื่มพวกชาเขียวกับ Soft Drink แล้วค่ะ โดยรอบในการมาจะมี 4 รอบ 

รอบที่ 1 16:00-17:30
รอบที่ 2 18:00-19:30
รอบที่ 3 20:00-21:30
รอบที่ 4 22:00-23:30

สำหรับคอร์สที่เรากินวันนี้เป็นตัว 2,500++ แต่อันนี้เราไปมาซักพักแล้วตอนนั้นทางร้านยังมีมื้อกลางวันด้วย เมนูก็อาจจะไม่เหมือนกันปัจจุบันซะทีเดียวนะคะ  ขึ้นอยู่กับปลาในแต่ละฤดูกาลด้วย  แต่คร่าวๆ คอร์สนี้เราจะได้กินอะไรกันบ้างมีตามนี้เลยค่ะ

 เริ่มต้นคอร์สกับด้วยซาชิมิค่ะ ตัวแรกเป็น Kinmedai sashimi เสิร์ฟคู่กับซอสสาเก

ซาชิมิตัวที่สองเป็น Madai sashimi ตัวนี้วิธีกินจะมีโรยเกลือกับมะนาว  ชูรสชาติของปลาให้ออกไปทางที่สดชื่นมากขึ้นค่ะ

เริ่มซูชิตัวแรกเป็น Hirame บนข้าวซ่อนไว้ด้วยใบโอบะกับบ้วยออกเปรี้ยวเล็กน้อยแต่ไม่มากไป  ปกติฮิราเมะจะจืดๆ พอมีเครื่องที่ซ่อนอยู่ข้างในทำให้รสชาติน่าสนใจมากขึ้นค่ะ

คำที่สองเป็น Shima Aji ปลาชิมาอาจิเนื้อจะกรอบกว่าปลาอื่นๆ ถือเป็นปลาในตระกูลปลาทูอีกตัวนึง  เสน่ห์ของปลาชนิดนี้เราว่าอยู่ที่การแร่  พอแร่แล้วจะเห็นมีลายหนังปลาสีเงินๆ เล็กน้อยค่ะ

 Kuruma Ebi คำนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะจะมีซอสคัสตาร์ดไข่แดงด้วย ทำให้รสชาติโดยรวมจะออกไปทางหวานนิดๆ ค่ะ ตัวคัสตาร์ดทำจากสาเก มิรินและตาล กวนรวมกันกับไข่แดง มันทำให้เนื้อกุ้งรสมันนัวๆ ขึ้น  แต่ตัดรสไม่ให้หวานไปด้วยเลมอนเล็กน้อย

คั่นกันด้วยเมนูทอดกันบ้าง Kisu ten เป็นปลาทรายทอดเชฟจะโรยเกลือไว้แล้วเล็กน้อย ไม่ต้องจิ้มโชยุนะคะ วิธีกินคือให้บีบมะนาวไปก่อน กินคู่กับเส้นโซเมนทอดเป็นการคั่นรสชาติของปลาดิบด้วยของทอดค่ะ

Hotate คำนี้น่าสนใจเพราะเชฟขูดไข่ปลาฮาราสึมิ (ที่เป็นก้อนสีส้มๆ รูปบน) แบบจัดเต็มเลยค่ะ  ตามด้วยมะนาวบีบลงไปเล็กน้อย เป็นรสชาติของหอยเชลล์ที่อร่อยทีเดียวค่ะ

คอร์สนี้เราได้กินอุนิด้วยเป็น Aka Uni หรืออุนิแดงซึ่งรสชาติจะเข้มข้น  สีก็จะออกไปทางแดงเข้มๆ ค่ะ เสิร์ฟมาเป็นคล้ายๆ โรลกับข้าวและสาหร่าย  อุนิพันธุ์นี้ถ้าใครชอบแบบละลายครีมมี่อาจจะไม่ค่อยถูกใจนะคะ  รสสัมผัสคนละอย่าง แต่เฟย์ว่าก็อร่อยดี คนละสไตล์ค่าา

Chutoro คำนี้อร่อยกำลังดี เชฟบ่มเนื้อปลาไว้ถึง 7 วัน ทำให้เนื้อปลารสชาติแตกต่างจากที่เคยกินมา

น่าสนใจทีเดียว ที่มีการเสิร์ฟเมนูเส้นด้วยค่ะ จานนี้เป็น Soba Onsen  เส้นโซบะเย็นเสิร์ฟในซุปเย็น พร้อมกับเห็ด และก็ไข่ออนเซน

ทูน่าของวันนี้จะเป็นส่วนเนื้อแดงค่ะ Akami Tsuke คือการนำไปหมักในซอสซึ่งตัวนี้เชฟหมักนานถึง 6 ชม.  ส่วนตัวเราเสียดายเพราะคิดว่าเนื้อปลาแห้งไปหน่อย แต่ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนนะคะ  ส่วนในข้าวจะมีซอสสาหร่ายอยู่ด้วย

Kohada เป็นปลาตระกูลหนังเงิน รสชาติจะเข้มข้นกว่าปลาเนื้อขาวเชฟจึงมักจัดมาในคอร์สหลังๆ ค่ะ เนื้อจะกรุบๆ แน่นๆ เสิร์ฟพร้อมซอสต้นหอมไทยสับกับขิงค่ะ

มาถึงตัวที่ชอบอีกตัวในคอร์สนี้คือ Ikura don ตัวข้าวเชฟจะผสมกับไข่ปลาฮาราซึมิก่อน ท้อปปิ้งจะมีซอสไข่นกกระทา  อิคุระ และก็ไข่หอยเม่นพันธุ์ Aka uni     ตัวนี้จะเสิร์ฟพร้อมสาหร่าย ให้เราตักกินคู่กันได้ตามชอบเลย

Negi-toro handroll อีกตัวที่นิยมเสิร์ฟในคอร์สโอมากาเสะก็คือเมนู Hand Roll ค่ะ  ตัวนี้เป็นทูน่าสับกับต้นหอม นำมาปั้นเป็นโรลด้วยมือ  เทคนิคการกินเมนูประเภทนี้คือต้องไวค่ะ  ทิ้งไว้เพียงไม่ถึงนาทีสาหร่ายก็จะไม่กรอบแล้ว ควรกินตั้งแต่เชฟเสิร์ฟเลย

Ebi Soup ซุปวันนี้เป็นกุ้งค่ะ  จานนี้เชฟจะเสิร์ฟมากับมานาวพอกินไปซักพักให้ลองบีบมะนาว จะให้รสชาติที่สดชื่นขึ้นค่ะ

*** จริงๆ แล้วปิดท้ายจะมีของหวาน Yuzu icecream ด้วยแต่เราลืมถ่ายรูปมาต้องขอโทษด้วยนะะะ

หลังจากจบมื้อเราสังเกตุได้ถึงจุดเด่นอย่างนึงคือทางร้านจะใส่ใจในเรื่องของข้าว เพราะว่าเชฟจะเปลี่ยนข้าวใหม่ก่อนปั้นซูชิทุกๆ คำ เพื่อให้ได้อุณหภูมิที่พอเหมาะเท่ากันทุกๆ ครั้ง   และน้ำส้มสายชูที่ใช้ในการหมักข้าวก็เป็นแบบพิเศษคือเป็นน้ำส้มสายชูกลั่นจากอ้อยและข้าวโอ๊ตค่ะ

รสชาติของซูชิโดยรวมอร่อยโอเคตาม มาตราฐานค่ะ มีการสอดแทรกด้วยเมนูอื่นที่ไม่ใช่แค่ซูชิทำให้น่าสนใจ  หากใครสนใจก็แนะนำให้โทรเข้ามาจองก่อนเพราะทางร้านมีที่ไม่มาก  โดยเฉพาะถ้าอยากกินคอร์สตัวแพงสุดแนะนำให้จองล่วงหน้า 3-4 วัน   เพื่อทางร้านจะได้นำเข้าปลามาโดยเฉพาะค่า

—————————-
Mokusai Bangkok
https://www.facebook.com/Mokusaibkk/
ซอย สุขุมวิท26 ติดกับรร. fourwings
16:00-24:00
โทร : 02-061-3615
Line ID : @MokusaibkkIG : Mokusaibkk
สามารถจอดรถได้ที่ รร fourwings ฟรี 2 ชม

[รีวิว] Yuzu Omakase โอมากาเสะที่โดดเด่นด้วยรสของยูสุ | FAVFlavour


Omakase ระดับพรีเมียมกับกิมมิคจากส้มยูสุ

โอมากาเสะที่เราจะพามาลองกันในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งร้านในเครือ Yuzu ซึ่งหลังจากที่เปิด Yuzu Ramen จนฮิตติดลมบนคลองใจวัยรุ่นชาวสยามสแควร์กันไปแล้ว   คราวนี้เราจะพาไปลองร้าน Yuzu Omakase ที่เสิร์ฟโอมากาเสะโดยเฉพาะกันบ้างค่ะ

Yuzu Omakase  ตั้งอยู่ชั้นสองของ Yuzu Ramen ที่สยามสแควร์ซอย 3 ค่ะ  จุดเด่นของโอมากาเสะที่นี่คือเป็นโอมากาเสะสไตล์ Edo mae ที่เน้นในรสชาติของวัตถุดิบอย่างดี  และทุกเมนูจำมีกิมมิคจากผลยูสุ เข้าไปผสมด้วยไม่ว่าจะเป็นรสชาติ หรืออโรม่าจากยูสุ ทำให้ซูชิของที่นี่จะให้ฟีลที่กินแล้วติดความรู้สึกสดชื่น มี After taste ที่น่าสนใจค่ะ

Pricing (As of  February 2019)

โอมากาเสะของทางร้านจะประกอบไปด้วย Sushi / Soup / Tamago / dessert เป็นหลักแต่ถ้าคอร์สที่พรีเมี่ยมขึ้นก็จะ Signature Dish หรือ Seasonal Fish พิเศษเข้ามาค่ะ  โดยมี 4 คอร์สให้เลือกได้แก่

  • Omakase Course 2,500 บาท (เฉพาะมื้อกลางวัน) 10 -12 คอร์ส
  • Omakase Course 4,500 บาท 13-15 คอร์ส
  • Omakase Course 6,500 บาท 15 – 18 คอร์ส
  • The Experience 9,500 บาท 15 – 18 คอร์สแต่ตัวนี้วัตถุดิยจะพรีเมี่ยมสุดเช่นอุนิเกรดพรีเมียม หอยเป๋าฮื้อ คาเวียร์ และปลาตามฤดูกาลค่ะ

ซึ่งคอร์สที่เราเหลือในครั้งนี้จะเป็นแบบ 4,500 บาทค่ะ เดี๋ยวไปดูกันว่าเมนูจะมีอะไรบ้าง

เริ่มต้นสาหร่าย mozuku ตัวนี้กินเพื่อเปิดต่อมรับรสค่ะ  เป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลจากโอกินาว่า  คอร์สนี้จะให้รสเปรี้ยวสดชื่นเป็นการเปิดตัวที่เข้ากับร้านมากเพราะตัวแรกก็มีส้มยูสุ ผสมอยู่ในน้ำซุปด้วยค่ะ

ถัดมายังคงอยู่ใน Appertizer ค่ะ  จานนี้จะเป็นรวมๆ มาหลายอย่างเลยก็จะมี Goma tofu เป็นเต้าหู้งา  ยำปลาเนื้อขาว หัวไชเท้ารมควันกับครีมชีส  ถั่วแระญี่ปุ่นเคลือบคาราเมล ฟักทองนึ่งและวุ้นซุปกระดูกปลากับปูทาราบะ   นี่ชอบเต้าหู้กับปูสุดเลยรสชาติโดดเด่นสุดค่ะ

จบคอร์สหมวด Starter ไปแล้วก็จะเข้าสู่ช่วงซูชิค่ะ  ธรรมเนียมของการกินซูชินั้น ปกติแล้วเชฟจะมีขิงดองมาวางไว้ให้เรากินหลักจากกินซูชิแต่ละคำเสร็จ เพื่อล้างรสชาติของปลา เตรียมกินตัวถัดไปแบบได้รสชาติใหม่เต็มๆ ค่ะ  ส่วนตัวเราชอบขิงดองแบบที่เป็นสีขาวนี่ รสจะไม่จัดเท่าไหร่

ส่วนวิธีการกินซูชิ  เราจะใช้ตะเกียบคีบหรือใช้มือก็ได้  แต่นี่ว่าถ้าร้านไหนที่เช็ดมือเตรียมให้เฉพาะแบบนี้ เราว่ากินด้วยมือได้ฟีลสุดเลย (ต้องขอโทษจริงๆ เชฟบอกแล้วแหละ แต่จำไม่ได้ว่าที่เช็ดมือแบบนี้เรียกว่าอะไร)

มาเริ่มกันที่คอร์สแรกเลยค่ะ  Madai หรือปลากระพงแดง) เป็นปลาที่นิยมเสิร์ฟทั่วไปอยู่แล้ว  แต่ของที่นี่เชฟมีการขูดผิวยูสุลงไปเล็กน้อย ทำให้ได้ความสดชื่นเพิ่มขึ้นค่ะ

คำถัดมาเป็น Hirame  ปลาฮิราเมะเป็นปลาตาเดียวที่ตัวปลาตะแคงซ้าย (ถ้าตะแคงด้านขวาจะเรียกว่าปลาคาเร) ตัวนี้เชฟนำปลาไปหมักกับใบซากุระก่อน ส่วนด้านบนท้อปด้วยวาซาบิดองค่ะ

ขาดไม่ได้ในทุกโอมากาเสะที่กินมาก็ต้องมีคำนี้เลย Shimaaji  ปลาชิมาอาจิจะมีเนื้อที่กรอบแน่นขึ้นกว่าตัวแรกๆ  ความพิเศษของคำนี้คือข้าวซูชิจะเป็นอีกแบบค่ะ  คำนี้เชฟใช้ข้าวที่หมักกับน้ำส้มสายชูแดง  เพราะช่วยชูรสชาติของปลาได้ดีกว่าค่ะ 

คำถัดมาเป็น Botan Ebi หรือกุ้งหวานค่ะ   เนื้อกุ้งพันธุ์นี้จะหวาน เนื้อนิ่มละลาย   คำนี้ก็จะมีผิวยูสุเช่นกันค่ะ

คำถัดมาเป็น Hotaru ika  หรือปลาหมึ่งหิ่งห้อยค่ะ  ตัวนี้จะเป็นซีซั่นนอลเพราะว่าปลาหมึกหิ่งห้อยไม่ได้มีทุกหน้าค่ะ   ตัวนี้เชฟย่างบนเตาฮิดะ เสิร์ฟพร้อมซอสไข่เค็มและโรยด้วยงาเล็กน้อย

ถ้าเป็น Fine Dining ปกติคอร์สนี้จะเป็นพวก Sorbet เพื่อเป็นการล้างรสชาติก่อนจะเข้าเมนู main   อันนี้เราแอบประทับใจที่โอมากาเสะของที่นี่ก็มีการใช้คอนเซ็ปท์นี้  เพราะไม่ค่อยเห็นในร้านอื่น  ที่นี่จะใช้เป็น สาหร่ายห่อหัวไชเท้ากับหัวปลี เพื่อเตรียมลิ้นต่อในคำถัดๆไปซึ่งในที่นี่จะเป็นปลาที่รสชาติเข้มข้นขึ้นค่ะ

  เข้าสู่หมวดปลาเนื้อแดงกันบ้างค่ะ คำนี้เป็น Akami tsuke เป็นการนำปลาทูน่าส่วนเนื้อที่แดงที่สุดไปแช่ในโชยุเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับเนื้อปลาค่ะ  ท้อปด้วยผิวยูสุเพิ่มอโรม่าเล็กน้อย

คำถัดมาเป็น Smoked Chutoro คำนี้พรีเซนท์เทชั่นเก๋มากเลย เชฟนำชูโทโร่ไปรมควันด้วยไม้ริโอริที่มีกลิ่นหอมพิเศษเฉพาะตัว ก่อนกินทางร้านจะค่อยๆ เปิดให้ควันออกมาทีละน้อย สวยงามมากเลย อันนี้แนะนำให้ดมกลิ่นของควันก่อน แล้วค่อยกินค่ะ

คำนี้เป็น Otoro Aburi หรือโอโทโร่ย่างถ่าน การที่เอาไปเบิร์นเพื่อไล่น้ำมันในปลาออกมาค่ะ  เชฟใช้วิธีแบบโบราณคือถ่าน  ส่วนตัวชอบแบบนี้มากกว่าที่เป็นไฟเผาแบบtorch เพราะว่าแบบนี้เนื้อปลายังกักเก็บความชุ่มฉ่ำได้มากกว่า  ท้อปปิ้งด้วยคาเวียร์และแผ่นทองคำบริสุทธิ์ค่ะ

อีกหนึ่งเมนูที่ชอบมากๆ ก็ยกให้นี่เลยค่ะ Negitoro Don จานนี้เป็นปลาทูน่าทั้ง 3 ส่วนนำไปคลุกรวมกันกับต้นหอมสับ  ท้อปปิ้งด้วยอิคุระและไข่หอยเม่น ฟินมากกกกก ความเค็มๆ ของปลาและอิคุระ กับความความมันๆ จากหอยแม่นมีความเข้ากันมากเลยค่ะ

เดินทางมาถึงซูชิคำสุดท้ายเลยค่ะ Anago หรือปลาไหลทะเล  อันนี้เราให้คะแนนเพิ่มที่ซอสเทริยากิกรอบ  ทำได้ไงเนี่ย เก๋มากเลย มันทำให้คำนี้มีเนื้อสัมผัสที่น่าสนใจมากขึ้นค่ะ

ใกล้จะจบกันแล้วก็ต้องมาที่ซุปค่ะ  ซุปของที่นี่เค้าจะมีกิมมิคคือยูสุอีกเช่นเคย  แนะนำว่าให้ลองดื่มแบบปกติก่อนซักครึ่งนึง  จากนั้นค่อยหยดยูสุในส่วนที่เหลือ จะให้รสชาติที่ต่างกันมากเลยค่ะ


ไข่หวานของร้านนี้เป็นสูตรคาสเทล่า  หอมนิ่มละมุนลิ้น  เสิร์ฟคู่กับเมอแรงค์ที่น่าจะเดากันได้แล้วว่าเป็นรสอะไร … เมอแรงค์ยูสุนั้นเองง ฮ่าา

ปิดท้ายด้วยของหวาน เมนูนี้เป็น กรานิต้ายูสุค่ะ  น้ำแข็งใสเย็นๆ เรียกความสดชื่นปิดท้ายมื้อได้ดี

ส่วนตัวเราประทับใจกับมื้อนี้ค่ะ    การที่นำยูสุเข้ามาเป็นกิมมิค นอกจากจะทำให้แบรนด์ของทั้งส่วนราเมนและโอมากาเสะลิ้งค์กันและแข็งแรงมากขึ้นแล้ว  มันทำให้เรากินโอมากาเสะได้ง่ายขึ้นค่ะ  คือพอมีรสชาติของยูสุ ทำให้รู้สึกว่าอาหารมันไลท์ขึ้น กินได้ง่ายและมีอโรม่าที่ดีอยู่ตลอดมื้อที่กินเลย

อีกอย่างที่เราชอบคือความใส่ใจ  เชฟจะดูว่าเรากินใกล้เสร็จรึยัง เพื่อให้จังหวะการเสิร์ฟพอดีกับที่เรากิน แต่ไม่เร็วจนเกินไป ทำให้เราได้ซึบซับบรรยากาศและดูเชฟทำไปด้วย  ดังนั้นควรเตรียมเวลาไว้ซัก 1.30 – 2 ชม. สำหรับการกินโอมากาเสะนะคะ ไม่งั้นมันจะรีบจนเกินไปค่ะ      อ้อแต่ส่วนตัวคิดว่าคำซูชิเล็กไปนิดนึงสำหรับคอร์สที่เรากินถ้าคำใหญ่กว่านี้อีกนิดน่าจะดี  แต่ความปราณีตในการปั้นข้าวและอื่นๆ ให้ผ่านเลยค่าา

ส่วนการมาที่ร้าน แนะนำว่าให้โทรมาจองก่อนเพราะมีที่จำกัด หาก Walk in เข้ามาอาจจะเต็มได้  อีกทั้งถ้าเราโทรเข้ามาจองก่อน เราก็จะสามารถเช็ควัตถุดิบของแต่ละวัน เพื่อเลือกดูคอร์สที่เราต้องการกินได้ด้วยค่ะ

—————————-
Yuzu Omakase 
https://www.facebook.com/yuzuomakase
สยามสแควร์ซอย 3 ชั้นสองของร้าน Yuzu Ramen
12.00 – 13:30 และ 18.00 – 20.00
โทร :06-3898-8989

Monsoon Valley ชมไร่องุ่น จิบไวน์ วันสบายๆที่หัวหิน | FAVFlavour


Monsoon Valley
Wine Tasting ฟินๆ ริมเขา 

เที่ยวหัวหินใครว่าต้องมีแต่ทะเล!! หัวหินเดี๋ยวนี้มีอะไรให้ทำเยอะแยะมากหมายทั้งกิจกรรมเอย อาหารเอย หรืออย่างคาเฟ่เก๋ๆ คอนเซ็ปท์สวยๆก็มีเยอะขึ้นมากจนกลายเป็นเมืองคาเฟ่อีกที่เลยล่ะ แต่ทั้งหมดนั้นน่าจะมีคนรีวิวเยอะแล้ว  หัวหินคราวนี้ของเฟย์ เลยอยากพามาอีกที่ที่ไม่บอกไม่รู้ว่าอยู่หัวหินเลยนะ! นั่นก็คือไร่องุ่น Monsoon valley นั่นเองค่าา Monsoon Valley เป็นไร่องุ่นสำหรับทำไวน์ค่ะ  ซึ่งจะไม่เหมือนกับองุ่นที่กินนะ เอามากินเปล่าๆไม่ได้ เพราะว่าเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการนำมาบ่มทำองุ่นนั่นเอง

การเดินทางมาก็ไม่อยาก ขับรถมาทางวัดห้วยมงคลจะมีป้ายบอกทางหรือถ้าตามพิกัด GPS มาก็ถึงเลยไม่หลงค่ะ (เฟย์ปักหมุดไว้ให้ด้วยด้านล่างนะคะ) แต่ว่าถ้าใครไม่มีรถส่วนตัวอาจจะไม่สะดวกค่ะ เพราะว่าต้องตรงเข้ามาด้านในเขาลึกเข้าไปพอสมควร

ที่นี่เค้าจะมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่างค่ะเช่นเที่ยวชมไร่องุ่น ขี่ช้าง ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็มีเทศการเก็บเกี่ยวองุ่นให้เราได้ไปร่วมสนุกกันด้วยค่ะ  แต่ถ้ามาไม่ตรงช่วงและไม่ได้อยากทำกิจกรรมอะไรมากมายเฟย์แนะนำให้ตรงมาที่ THE SALA WINE BAR & BISTRO นี่เลย ร้านอาหารและ Wine shop ที่เปิดตลอดทั้งปีให้ได้มาลิ้มลองไวน์ท่ามกลางบรรยากาศขุนเขา และไร่องุ่นละลานตาค่ะ

สำหรับเฟย์ครั้งนี้เราเลือกมา Wine Tasting กันค่ะเพราะที่นี่เป็นแชมป์ประกวดไวน์ที่ได้รับรางวัลการันตีหลายตัวเลยนะ เห็นแต่ละขวดมีตราชนะโน่นนี่ 9 – 10 ตัวต่อขวดเป็นอย่างน้อย  ดีกรีแชมป์อย่างงี้แล้วพลาดไม่ได้เลยต้องขอจัดซักหน่อยค่ะ      เค้าจะมีหลายแบบเลยเราจะสั่งเป็นแก้วก็ได้หรือเป็น Tasting set แต่ละคอร์สก็มี Selection ของไวน์พันธุ์ต่างๆ  แล้วแต่ที่เราชอบ หรือถ้าใครไม่รู้จะเริ่มยังไง พี่ๆพนักงานที่ร้านก็จะเข้ามาอธิบายให้ค่ะ

Wine Tasting ที่เราเลือกครั้งนี้มีสองแบบค่ะ เนื่องจากเฟย์ไปกับรุ่นน้อง เราเลยสั่งคนละอย่างกัน ด้านซ้ายจะเป็น Cuvee Wine Set เซ็ทสองตัวราคา  440 บาทเป็นพันธุ์คูเว่ ( Cuvee ) ส่วนด้านขวาจะเป็น Premium Wine Set เซ็ทสามตัวราคา 290 บาท ซึ่งตัวดังเป็น Signature ของทางร้านค่ะ โดยเฉพาะโรเซ่ขวดสีชมพู ตัวนี้กวาดรางวัลมาเพียบเลย

เราสามารถเลือกได้นะคะว่าอยากให้ทางร้านมาเสิร์ฟทีละแก้วหรือมาพร้อมกันทีเดียวเลยก็ได้ค่ะ  อย่างในเซ็ทที่เฟย์เลือกเป็นแบบ Premium Wine Set เป็นไซส์เสิร์ฟ 75 ml. มีไวน์อยู่ 3 แบบค่ะ

  • Colombard Premuim Range ไวน์ขาวตัวนี้บอดี้เป็นแบบไลท์ ดื่มง่ายๆ จะมีกลิ่นอโรม่าของแอปเปิ้ลเขียว เลมอนแล้วก็เกรฟฟรุ้ทค่ะ
  • Shiraz Premium Range ส่วนไวน์แดงความพิเศษคือจะใช้องุ่นที่เก็บด้วยมือและสุกเต็มที่แล้วเท่านั้นค่ะ ตัวนี้จะให้รสเปรี้ยวขึ้นมานิดๆฟีลๆ รสเชอร์รี่  บ่มในถังโอ๊คที่อิมพอร์ทมาจากฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 ปีค่ะ
  • White Shiraz Premium Range ไวน์โรเซ่ของที่นี่เรารู้สึกว่าดีกรีจะแรงกว่าปกตินิดนึง มีอโรม่าของพวกเบอร์รี่

แต่จะให้กินไวน์อย่างเดียวมันก็ไม่ถูกธรรมเนียมหน่ะสิ อิอิ  โดยปกติแล้วเรามักจะ Pairing Wine คู่กับอาหารประเภทCold Cutsค่ะ เราก็เลยสั่งเซ็ทนี้มาราคา 580 บาท ในเซ็ทประกิบไปด้วย Serrano Ham, Pancetta, Milano Salami, Coppa Ham, Smoked Prosciutto ส่วนของแกล้มจะเป็น bread, pickle ค่ะ

หลังจากเราดื่มด่ำกับบรรยากาศจากด้านบนแล้ว  สามารถลงมาเดินเล่นในไร่ไวน์ด้านล่างได้นะคะ  ทางไร่จะมีบริการนั่งรถชมทั่วๆไร่ด้วย เราไม่แน่ใจว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายไหม รู้แต่ว่าต้องลงชื่อจอง  แต่ทางเราอยากแค่เดินถ่ายรูปเล่นใกล้ๆ เลยเลือกจะลงมาเดินเองค่ะ  ส่วนอยู่นี้ติดกับร้านอาหารเลยแค่ลงมาก็ถึง

โชคดีว่าช่วงที่เรามา (ก.พ ) เป็นช่วงใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ก็เลยมีองุ่นให้เห็นเต็มไปหมดเลยค่ะ  แต่พวกนี้ไม่ใช่พันธุ์ที่กินได้เหมือนผลไม้ปกตินะคะเพราะเป็นสำหรับทำไวน์โดยเฉพาะ  แนะนำว่ามาช่วงต้นปีก็จะมีองุ่นให้เห็นแบบนี้แหละ  แต่ถ้าเค้ามีนาคมแล้วเริ่มเค้าฤดูเก็บเกี่ยวก็อาจจะร่อยหรอไปบ้างค่ะ

 ถ่ายรูปเล่นสนุกมากกก มาตอนก่อนไร่ปิดซัก 4-5 โมงแดดกำลังสวยเลยค่ะ ไม่ร้อนจนเกินไป ถ่ายรูปเล่นเพลินเลย

ก่อนกลับพลาดไม่ได้ที่จะซื้อไวน์ติดมือกลับบ้านซักหน่อยค่ะ ถ้าใครถูกใจแนะนำให้ซื้อที่นี่เลยนะคะเพราะว่าราคาไม่แพง อีกทั้งไม่ค่อยได้ขายข้างนอกเพราะส่วนใหญ่ส่งออกขายต่างประเทศมากกว่าค่ะ   อย่างเฟย์เองเองอยากซื้อตัวอื่นที่ไม่ได้ชิมเป็น Sparkling ราคา 1,400 บาทค่ะ เพราะทางร้านก็จะมีเทสติ้งตัวอื่นๆ ให้ชิมด้วยค่ะ พร้อมอธิบายสรรพคุณแต่ละตัวให้อย่างดีเลยค่าาา

เที่ยวไร่องุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการเที่ยวหัวหินที่ไม่ได้มีแต่ทะเลนะ อิอิ  หากใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ลองมาได้นะคะ  ถ้าใครอยากมาเที่ยวไร่ไวน์แบบให้ทางไร่พาทัวร์อย่างเดียวแนะนำให้โทรเข้ามาสอบถามรอบก่อนค่ะ ส่วนใหญ่อย่างตอนเย็นจะรอบสุดท้ายราวๆ 4.30 ค่ะ  แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลเก็บองุ่นก็จะปิดช้าลงค่าา

—————————-
Monsoon Valley 
หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
www.monsoonvalley.com
เปิด 9.00am. – 6.30pm
โทร 081-701-0222
https://www.facebook.com/monsoonvalley/

[รีวิว] Floral Afternoon Tea @ The Athenee Hotel | FAVFlavour


Afternoon Tea ที่เราจะพามาในครั้งนี้ อยู่ที่ The Bakeryรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok  ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมากๆ มากับเพื่อนสาวเม้าท์กัน หรือหนังสือโปรดซักเล่ม รับรองน่ารักถูกใจสาวๆ แน่นอนค่ะ

อย่างแรกเลย ผู้หญิงอย่างเราอดที่จะชอบของสวยๆ งามๆ ไม่ได้เนอะ พอเห็นพรีเซ้นท์เทชั่นจัดเต็มแบบนี้แน่นอนว่าคงถ่ายรูปกันสนุกเชียวหล่ะ  ที่เห็นเสิร์ฟมาในกระดานหมากรุกแบบนี้ก็เพราะเป็นการตีความออกมาจากStoryของโรงแรมค่ะ เนื่องจากแต่เดิมที่ตรงนี้เคยที่พระราชวังของเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ ซึ่งพระองค์ท่านทรงโปรดสวนดอกไม้ การร้อยพวงมาลัยและเล่นหมากรุก  เลยลิ้งค์ออกมาเป็น Afternoon Tea ชุดนี้ น่ารักมากเลยค่ะ


เซ็ทนี้ราคา 1,200 บาท++ สำหรับ 2 ท่าน รวมชาร้อนจากรอนเนอเฟลด์ หรือกาแฟอิลลี่เสิร์ฟช่วงเวลา 14.00-17.00 น.     คอนเซ็ปท์ของอาหารจะเป็นซีซั่นที่ว่าด้วยเรื่องของดอกไม้จากโครงการหลวง ในธีม “Floral Afternoon Tea”  ขนมจะมีการตกแต่งด้วย Eadible Flower ต่างๆ รวมถึงมีการใช้เป็นส่วนผสมในเมนู  Pairing คู่กับชาแล้วแต่ว่าเราจะเลือกเป็นชาอะไรเลยค่ะ


ในส่วนของ Tea Pairing มีชาดอกไม้ (Blooming Tea Ball) ในรูปทรงลูกบอลซึ่งทำจากใบชาชั้นดี และดอกไม้ค่ะ       ส่วนที่เราเลือกในวันนี้เป็นชาสตรอว์เบอร์รี่ค่ะ หอมมากกก กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้รสของชาติหวานละมุน ช่วงตัดรสชาติของของหวานให้บาลานส์ขึ้น

มาดูกันที่ของหวานกันบ้าง จะอยู่ที่ชั้นบนค่ะ ขนมหวานมีหลายแบบมากกก แล้วทำมาคิ้วท์ๆ ทั้งนั้นเลยอาทิมูสช็อกโกแลต มาการองลาเวนเดอร์น้ำผึ้ง Poppy seed  เจลลี่ ฯลฯ รสชาติจะกลมกล่อมมากขึ้นถ้ากินคู่กับชาค่ะ   ถ้าไปกันหลายคนเฟย์ว่าเอาขนมมาเล่นเป็นหมากฮอสเล็กๆ ก่อนกินก็น่าจะสนุกไปอีกแบบเนอะ


ทาร์ตช็อกโกแลตกลิ่นดอกไม้เอลเดอร์ ที่มีรสชาติคล้ายผลแบล็คเบอร์รี่หรือองุ่นอันนี้ติดหวานไปนิด แต่ดื่มชาตามกำลังดีค่ะ ส่วนอีกตัวเป็นเจลลี่ไวน์ขาวและดอกไม้ ตัวเจลลี่ถ้าทิ้งไว้นานจะเริ่มละลาย แนะนำว่าให้กิน


มูสกระเจี้ยบ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความสดช่ืนและชอบรสเปรี้ยวๆ ปลุกยามบ่ายอันแสนง่วงให้ตื่นเลย อ้อ! เจ้าตัวนี้เป็นมูสเย็นนะคะ แนะนำว่าให้รีบกิน เพราะถ้าทิ้งนานแล้วมูสจะละลายค่ะ


สโคนเค้ามีสองแบบเป็นสโคนอัญชันกับสโคนเมล็ดฟักทอง  แนะนำเจ้าตัวเมล็ดฟักทองค่ะ หวานน้อย ดีมาก หายากนะสโคนที่รสชาติไลท์ๆ ทำให้กินได้เรื่อยๆ กินคู่กับมาสคาโปนชีส น้ำผึงและแยมค่ะ

 ส่วนของคาวจะมีหลักๆ อยู่สองประเภทค่ะคือแซนวิชแล้วก็คานาเป้  ตัวแซนวิชเป็นแซลมอลรมควันกับซอสซาวร์ครีมมะนาวและไข่ปลาแซลมอน   ส่วนคานาเป้มีสองแบบค่ะเป็นสลัดปูและแอปเปิ้ล พร้อมโรลแตงกวาและEdible flower และอีกอัน อันนี้เราชอบมากที่สุดในโซนนี้เป็นพาร์ม่าแฮมและเมล่อนญี่ปุ่น พาร์ม่าแฮมรสชาติไม่ค่อยเค็ม เฟย์ว่าเหมาะกับการทำเป็นมื้อว่างแบบนี้ค่ะ

เลือกที่นั่งริมหน้าต่าง ได้บรรยากาศกว่านั่งกลางร้านค่ะ

จิบชา กินขนม ถ่ายรูป ความสุขของสาวๆทุกคนเนอะ

บรรยายกาศของร้าน ก็จะเป็นแนวสบายๆ ดูสดใสที่ออกโทนฝรั่งนิดๆ ตัวร้านเองก็อยู่ด้านหน้าของโรงแรมติดถนนใหญ่เลยค่ะ  สามารถเดินเข้าจากด้านหน้าได้เลยหรือ ถ้ามาจากข้างในก็อยู่ข้างๆ ล้อบบี้เลยค่ะ

ใครที่เป็นสายคาเฟ่ สายถ่ายรูปโดยเฉพาะสาวๆ ต้องชอบอะไรแบบนี้แน่นอน   ส่วนตัวขนมบางอย่างเราว่าหวานไปนิด แต่พอกืนรวมๆ กันแล้วก็เพลิดเพลินดีค่ะ  ส่วนชานี่ประทับใจ หอมแล้วดื่มได้เรื่อยๆ เลยค่ะ   จริงๆแล้ว Afternoon Tea มีอยู่ตลอดเลยค่ะ แต่เค้าจะมีการปรับเปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ ทุกๆ สองเดือน  สำหรับธีม Floral นี้จะมีตั้งแต่เดือนก.ค – ส.ค ค่ะ

—————————-
The Bakery
https://www.facebook.com/thebakerytheathenee/
www.theatheneehotel.com
เดอะ เบเกอรี่ ชั้นล็อบบี้ ด้านถนนวิทยุ รร. The Athenee Hotel
ทุกวัน 07:00 น. – 21:00 น. Afternoon Tea มีเฉพาะ 14.00-17.00 น.
โทร : 02-650-8800

Saawaan สววรค์บนดิน ยกระดับอาหารไทยท้องถิ่นไปสู่ไฟไดนิ่ง | FAVFlavour


Saawaan อีกหนึ่งร้านน้องใหม่มาแรงในซอยสวนพลู ย่านสาธร ที่เป็นที่จับตาในวงการ Fine Dining บ้านเรามากๆ ในช่วงนี้ เราได้ยินชื่อร้านนี้มาตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเปิดแล้ว พอมีจังหว่ะก็เลยตัดสินใจมาเลยค่ะ

ต้องบอกว่าร้านนี้เรียกความสนใจจากเราเพราะเปิดเพียงปีแรกก็ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวประจำปี 2019 ในทันที Saawaan หรือ ” สวรรค์ ” รังสรรค์เมนูโดยเชฟอ้อม-สุจิรา พงษ์มอญ เชฟเจ้าของร้าน  ปิดท้ายด้วยขนมหวานจากเชฟเปเปอร์-อริสรา จงพาณิชกุล  นำเสนอเมนูในคอนเซ็ปท์ของ Fine Dining อาหารไทยจากทั่วทุกภูมิภาคด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น  เราจะได้ลองอาหารแบบเหนือจรดใต้เลย พร้อมด้วยกรรมวิธีการทำอาหารแบบครัวไทยไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง ทอด นำ หมัก ฯลฯ สารพัดวิธีตั้งแต่โบราณเลยค่ะ   นับเป็นการยกระดับอาหารไทยจากรากเหง้าแท้ๆ ไปสู่สากลได้อย่างน่าสนใจ

Pricing (According to June 2019 )

ร้านเปิดเฉพาะช่วงดินเนอร์เท่านั้น 2 รอบแนะนำว่าควรจองมาก่อนเพราะร้านไม่ใหญ่ มีโต๊ะไม่เยอะมากถ้า จะจองผ่านเว็บไซต์ https://www.saawaan.com/book-now ก็ได้หรือว่าโทรก็ได้เหมือนกันค่ะ

ส่วนคอร์สอาหารที่เราจะได้กินในมื้อนี้เป็นแบบ 9 คอร์ส (ไม่รวม Amuse bouche และ Petit Four ) ราคาคอร์สละ  2,450 บาท++  ค่ะ Wine Pairing 1,890 บาท++ (6.5 cl) และที่น่าสนใจคือที่นี่มี Tea Pairing ด้วยในราคา  680++  ซึ่งในมื้อนี้เราเลือกเป็นแพริ่งชาค่ะ 

 เริ่มต้นกันด้วย Amuse bouche : บ้าบิ่นคาเวียร์  จานนี้มีอินสไปเรชั่นมาจากขนมบ้าบิ่นแบบไทยๆ ค่ะ แต่เพิ่ม Texture ด้วยคาเวียร์ Oscietraและอโรม่าจากผิวมะกรูด  จานนี้เชฟจะมาท้อปคาเวียร์กับขูดมะกรูดที่โต๊ะค่ะ

ชาแพริ่งของตัวแรกจะเป็น kommucha เป็นชาดำจากธรรมชาติ จากอ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ทางร้านนำไปหมักทำให้มีรสเปรี้ยว เสิร์ฟแบบเย็น รู้สึกว่าช่วยเปิดต่อมรับรสได้ดีค่ะ ตัวนี้เราสามารถเลือกได้ว่าเลือกแบบน้ำธรรมดา หรือแบบโซดา  เนื่องจากเฟย์มากันสองคนเลยเลือกทั้งสองแบบเลย ส่วนตัวคิดว่าแบบโซดาสดชื่นกว่าค่ะ

  เข้า คอร์สที่หนึ่ง : Raw พล่ามะดันไข่หอยเม่น เมนูนี้เราประทับใจพรีเซนท์เทชั่นมากเลยค่ะ สวยงามน่าสนใจ  ข้างในเป็นพล่ามะดันที่รสจะออกเปรี้ยวอมฝาดเบาๆ ท้อปด้วยอุนิพันธุ์มุราซากิ เข้าปากแล้วไข่หอยเม่นจะละลายก่อนตามด้วยรสชาติของมะดันค่ะ

 คอร์สที่สอง : DIP มันปูนา ตัวนี้เป็นซิกเนเจอร์เมนูฮีโร่ที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักเลยค่ะ  เมนูพื้นบ้านแต่หาทานยากทำจากมันปูนาปรุงรสด้วยคาลามันซี่ (มะนาวลูกเล็ก) เสิร์ฟคู่กับข้าวเหนียวกะทิย่าง ตัวนี้ฟินมาก ดีเลย เริ่มแรกเลยแกะข้าวเหนียวมาได้กลิ่นหอม จิ้มกับดิปมันปูมันๆ เค็มๆ เข้ากันสุดๆ  เมนูนี้เค้ามีข้าวเหนียวให้เพิ่มด้วย ซึ่งเราก็จัดไปตามระเบียบ กวาดเรียบเลย ฮ่าา

สำหรับชาแพริ่งที่ดื่มคู่กับสองคอร์สแรก จะเป็น Steamed Green Tea  เป็นชาที่เก็บจากแถวชายแดนจังหวังเชียงใหม่กับเชียงรายค่ะ  ตัวนี้อินสไปร์มาจากชาเขียวแต่รสชาติจะอ่อนกว่า เบาๆ ตัดรสกับสองคอร์สแรกที่รสจัดกว่าค่ะ

คอร์สที่สาม : FERMENTED แหนมหมูข้าวทอด เมนูนี้รสชาติจะออกเปรี้ยวนำ เหมือนว่าลำดับรสชาติจนถึงตอนนี้เข้มข้นขึ้น เสิร์ฟคู่กับแตงกว่า ให้กินสลับกันเพื่อทอนรสชาติให้บาลานส์ขึ้น

 คอร์สที่สี่ : Boiled ต้มเนื้อหน่อไม้ใบย่านาง เป็นหนึ่งในเมนูโปรดของมื้อนี้เลย ไม่น่าเชื่อว่าแกงอีสานจ๋าๆ จะทำรสชาติออกมาได้ดีขนาดนี้ นุ่มนวลแต่ก็ยังคงคาแร็กเตอร์   จานซุปนี้รสชาติจะออกเผ็ดร้อนเบาๆ ซ่าหน่อยๆ ตรงกลางเป็นเนื้อหนอกห่อใบย่านางซึ่งปกติแล้วเนื้อส่วนนนี้จะมีเอ็นเยอะ แต่เชฟทำมาได้นุ่มมาก! แบบแค่สะกิดๆ ก็ขาดดีมากๆ กินสลับกับตัวซุปที่มีหน่อไม้ด้วย หอมกลิ่นใบย่านาง อร่อยมากค่ะ เป็นจานนี้เราคิดว่าว้าวมากในเรื่องรสสัมผัส

สำหรับชาแพริ่งกับคอร์สที่ 3 และ 4  จะเป็น Lanna Black เป็นชาอัสสัมจากอ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เอกลักษณ์ของชาตัวนี้จะมีกลิ่น smoked อ่อนๆ

คอร์สที่ห้า : MIANG เมี่ยงใบชา เมนูนี้เป็นPalate Cleanser หรือเมนูล้างปาก เพื่อเตรียมสำหรับจานถัดไปค่ะ เมี่ยงเสิร์ฟคู่กับใบชาบด กับถั่ว   ตัวนี้เราเฉยๆ ไม่ได้ชอบหรือว่าไม่ชอบค่ะ

  คอร์สที่หก : Stir-Fried คั่วกลิ้งสะตอปู ออกตัวก่อนเลยว่าปกติไม่กินสะตอ ไม่ค่อยชอบแต่ก็ลองเปิดใจกับจานนี้ ถือว่าดีกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ สะตอที่ร้านจะนำไปอบก่อนทำให้กลิ่นไม่ค่อยแรง เสิร์ฟคู่กับก้ามปูใหญ่ๆ เลย ตัวนี้กินกินทางร้านจะนำไข่ปูมาบดแล้วโรย  ให้คลุกให้เข้ากันก่อนค่ะ  เป็นเมนูที่รสชาติจัดจ้านสมกับอาหารใต้มากๆ อร่อยทีเดียว ขนาดคนไม่กินสะตออย่างเรายังกินได้เลย

ชาแพริ่งที่ดื่มคู่กับคอร์สที่ 6 คือ Jungle Oolong เป็นชาป่าที่ขึ้นตามธรรมชาติในเขตจังหวัดเชียงใหม่เช่นเดียวกันค่ะ อันนี้เราแยกรสชาติไม่ค่อยออกจากตัวอื่นๆ เท่าไหร่แต่ดื่มแล้วก็ล้างรสจัดของสะตอได้ดีค่ะ

คอร์สที่เจ็ด : Charcoaled นกกระทาอบโอ่ง เมนูนี้คือเล่นใหญ่มาก ยกโอ่งมาทั้งโอ่งเลยค่ะ เชฟจะนำนกกระทาออกมาจากโอ่งเพื่อแต่งจานที่โต๊ะเราเลย เสิร์ฟคู่กับสลัดสไตล์ไทยคือส้มตำนั่นเอง ซอสที่ราดตัวนกกระทาจะออกรสเปรี้ยว คิดว่าเปรี้ยวไปนิดแต่ว่าสลัดมะละกอก็ช่วยทอนรสให้กลมกล่อมขึ้นได้ดีค่ะ

 เดินทางกันมาถึง Main ตัวสุดท้ายแล้ว คอร์สที่แปด : Curry พะแนงปลา เมนูนี้เสิร์ฟคู่กับข้าวค่ะ เนื้อปลาทำออกมาได้สุกกำลังดีมาก เนื้อไม่แห้ง ส่วนพะแนงสำหรับเราคิดว่าหวานไปนิดแต่พอกินคู่กันทั้งหมดพร้อมกับปลาและมะเขือยาวเผา ก็เข้ากันดีค่ะ

ชาที่แพริ่งกับคอร์สที่เจ็ดและแปดคือ Lanna Silver Needle อันนี้คิดเอาเองว่าที่ชื่อเป็น needle เพราะชามีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ เหมือนเข็มรึเปล่า? ฮ่าา ชาอันนี้รสจะไปทางหวานเบาๆ แมชท์กับสองเมนูที่กินคู่กันค่ะ

 ถัดมาเป็น Palate Cleanser อีกครั้งก่อนไปที่ของหวาน ร้านส่วนใหญ่ตรงนี้จะเป็น Sorbet แต่อันนี้ก็น่าสนใจดีค่ะ เป็นอินทผาลัมและมะขามพูเร่ รสชาติเปรี้ยวแต่ไม่โด่ง  แท่งๆมีเกลือให้กินสลับๆ กันไป เสิร์ฟแบบเย็น

 และแล้วก็มาถึงของหวานแล้ว คอร์สที่เก้า : Dessert กล้วยบวชชี ในทั้งหมดทั้งมวลชอบคอร์สนี้ที่สุด เห็นแค่รูปจะเดากันได้ไหมคะว่าเป็นกล้วยบวชชี? ดีไซน์มาได้สวยทันสมัยมาก แต่รสชาติคือกินไปแล้วกล้วยบวชชีจริงๆ!  กล้วยบวชชีถูกนำไปรีดีไซน์เป็นไอศครีม ด้านบนเป็นอารมณ์แป้งกรอบๆ ทำให้ไอศครีมมี texture ดีค่ะ พร้อมด้วยซอสมะม่วง  ส่วนด้านนอกเป็นโฟมกะทิ ทำให้รสกะทิไม่หนักไป เมนูนี้คือว้าวจริง อยากกินอีกจานเลยอ่ะ ถ้ามีขายเป็ยอาลาคาร์ทก็จะสั่งนะ อิอิ

ชาที่แพริ่งกันเป็น Cold lanna oolong มาแบบเย็นค่ะ เข้ากันได้ดีกับขนม รู้สึกว่ากินคู่กันแล้วให้ความสดชื่น ล้างรสชาติคาวที่คิดมาทั้งหมด เป็นการปิดเมนูได้ดีค่ะ

 ปิดท้ายจริงๆ ด้วย Petit Four ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการกินแบบไฟน์ ไดนิ่งอยู่แล้ว แต่ของที่นี่จะเป็นแนวไทยๆ มีเม็ดขนุนแล้วก็แครเกอร์ต่างๆ ค่ะ

—————————-
Saawaan
https://www.facebook.com/saawaanbkk/
https://www.saawaan.com/home
39/19 ซอยสวนพลู ถนนสาทร
ทุกวันยกเว้นวันอังคาร 18.00 – 23.00 น.
โทร : 02-679-3775
จอดรถได้ที่ Somerset Park Suanplu ข้างๆ แล้วเดินมาได้ค่ะ

Sühring ร้านFine Dining สัญชาติเยอรมันหนึ่งเดียวในไทย | FAVFlavour


หนึ่งในร้านอาหารที่มาแรงมากๆ ช่วงนี้เข้าชิงรางวัลต่างๆ มากมายคงหนีไม่พ้น Sühring ร้านอาหารประเภท Fine Dining สัญชาติเยอรมัน สไตล์โมเดิร์น โดยเชฟพี่น้องฝาแฝดชาวเยอรมัน Mathias Sühring และ Thomas Sühring

Sühring นับเป็นอีกร้านที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ภายในเวลาราวๆ 4 ปีตอนนี้กลายเป็นร้านสุดฮอตการันตีด้วยมิชลินสตาร์ 2 ดาว  ได้รับอันดับที่ 4 ใน Asia’s 50 Best Restaurants ปี 2019 และล่าสุดไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 45 ของโลกใน World’s 50 Best Restaurants ปี 2019 นี้

ร้านซูริงห์ เป็นบ้านเก่าที่นำมา Renovate  ใหม่ในบรรยากาศการดินเนอร์แบบสบายๆ เลือกได้ว่าอยากนั่งดูเชฟทำอาหารในโซน Kitchen หรือว่าถ้าชอบความสงบก็แนะนำเป็นโซน Living Room ที่จะเป็นส่วนตัวกว่า


Pricing & Reservation  (As of June 2019)

LUNCH
Saturday, Sunday & selected public holidays : Menu 3800/4800

DINNER
Monday to Thursday : Menu 4800 or à la carte
Friday to Sunday & selected Public Holidays : Menu 4800

ส่วนใหญ่แล้วร้านอาหารประเภท Fine Dining จะต้องทำการจองก่อน วิธีการก็ไม่ยากเลยค่ะให้เข้าไปที่ลิ้งค์นี้ https://suhring.dinesuperb.com/reserve/experience  เค้าจะมีให้เลือกวัน เวลา โซนที่อยากจะนั่ง จำนวนคน เราก็กรอกหลายระเอียดลงไป แล้วทางร้านจะอีเมลคอนเฟิร์มที่นั่งกลับมาให้เราค่ะ


Food Concept

อาหารทั้งหมดมี 14 คอร์สโดยคอนเซ็ปท์ของคอร์สจะแบ่งแยกออกมาเป็น 3 ส่วนค่ะ
๐ Chapter 1 จะเป็น amuse bouche และ Appertizer
๐ Chapter 2 จะเป็น Main course
๐ Chapter 3 จะเป็น Dessert

นอกจากอาหารในคอร์สแล้ว ทางร้านจะมี Classics to add on your menu คือเมนูที่สั่งเพิ่มเติมได้ไม่รวมอยู่ในคอร์สค่ะ จะมีอยู่ด้วยกันสามอย่าง (เราสั่งด้วยอย่างนึง ดูข้างล่างได้เลย) รวมถึงในคอร์สเองบางเมนูเราสามารถ add on  วัตถุดิบหรือเปลี่ยนได้เหมือนกัน  ไปดูกันดีกว่าว่ามื้อนี้มีอะไรกันบ้าง

เริ่มแรกเลยสำหรับเครื่องดื่มทางร้านมี Wine Pairing ด้วยราคา 3,000 บาทแต่เราสั่งเป็นแก้วๆ ค่ะเลือก White Wine ราคาแก้วละ 490 บาท   ตัวนี้รสชาติจะออกไปทาง Dry ดื่มได้เรื่อยๆ แต่ถ้าใครชอบแบบแนวดื่มด่ำแนะนำเป็นไวน์แดงค่ะ  ส่วนน้ำเปล่าแบบ Still Water ของที่นี่จะเป็น Evian  ราคาขวดละ  190 บาทค่ะ

Chapter One

เริ่มกันที่จานซิกเนเจอร์ Pretzel & Obatzda  จานนี้ถือเป็นอีกเมนูดังของร้านเลยค่ะ เราประทับใจพรีเซนท์เทชั่นมากเลยเพราะแสดงถึงความเป็นเยอรมันได้ดี อย่างเจ้าแก้วเบียร์จิ๋วนี้จริงๆ ไม่ใช่เบียร์นะแต่ทำออกมาได้เหมือนมาก เป็นอารมณ์น้ำไซเดอร์หวานๆ ค่ะ  กินคู่กับเพรสเซิลที่เนื้อขนมปังจะหนึบๆ ด้านนอก แต่ข้างในนุ่ม จิ้มกับ Obatzda คือเนยผสมครีมชีสด้านหลังค่ะ


ถ้าไม่บอกจะรู้ไหมว่านี่คือ Chicken Salad เชฟดัดแปลงสลัดจานโตๆ โดยทำคอมบิเนชั่นใหม่ให้กลายเป็น amuse bouche คำเล็กๆ รวมรสชาติของสลัดเอาไว้ในคำเดียว น่าสนใจทีเดียวค่ะ


ตัวต่อมารสชาติเริ่มเข้มข้นขึ้น เป็น Herring & Whole grain ตัวนี้เป็นปลาแฮริ่งที่บ่มมา 10 วัน ห่อด้วยบัตเตอร์มิลค์ ส่วนด้านล่างเป็นแครกเกอร์ที่ทำจากโฮลเกรนกรอบๆ ค่ะ  ตัวนี้มี texture ที่ดีมาก เราจะได้ความกรอบก่อน ตามด้วยความละมุนและนุ่มจากด้านบน

Beef & Shrimp เราชอบตัวนี้มากๆ เลยค่ะ  เพราะนอกจากอร่อยแล้วยังทำออกมาได้น่ารักมากๆ เมนูนี้คือ Beef Tartar เนื้อดีมาก เนียนนุ่มและไม่คาวเลย วางอยู่บน Potato net ที่ให้ความกรอบ ท้อปปิ้งด้วยกุ้งแห้ง เป็นเมนูที่ถ้าสั่งเพิ่มได้ก็อยากจะสั่งอีกเลยนะเนี่ย อร่อยมากกก

ตัวนี้เฟย์ยกให้เป็นไฮไลท์ของ Chapter One เลยค่ะ Enleta  คือแครกเกอร์ตับเป็ด ดูวิธีการเสิร์ฟเค้าสิ รับรองว่าทุกคนจะต้องสนุกไปกับเมนูนี้ค่ะ  เพราะว่าทำมาในแพ็คเกจแบบเหมือนซื้อขนมกินเลย แต่พอเปิดถุงมาก็จะเจอกับแครกเกอร์ตับเป็ดที่ทำเอง รสชาติกลมกล่อมมาก   พิเศษกว่านั้นคือตัวนี้จะมี Vinegar มาแพริ่งด้วย ซึ่งนำเข้ามาจากเยอรมันเลยค่ะ รสชาติเปรี้ยวๆ ของน้ำส้มสายชู ช่วยชูรสชาติของแครกเกอร์ได้ดี  แนะนำว่าให้กินไปจิบไป สลับๆกัน  บอกเลยว่าดีงามมม ตัวนี้ให้ 10 เต็มเลยค่ะ

Chapter Two

เริ่มเข้าสู้โหมดอาหารจานหลักกันค่ะ Aal grin ตัวนี้เป็นปลาไหลรมควันเสิร์ฟคู่กับแตงกวา โดยแตงกวาจะมาในหลายสไตล์ทั้งซุปทั้งซอส ทั้งเจล   จานนี้ถ้าเป็นแบบ Traditional จะเสิร์ฟร้อนค่ะ แต่เชฟเสิร์ฟแบบเย็น ทำให้ได้ความสดชื่น ปลาไหลก็ไม่คาวเลยค่ะ  ให้ความรู้สึกที่กินแล้วสบายๆ เหมือนเตรียมท้องก่อนจะกินจริง

อึกหนึ่งคอร์สที่น่าสนใจถักมา Brotzeit หรือถ้าแปลตรงตัวคือ Bread Time ค่ะ  ปกติแล้วคอร์สขนมปังของที่อื่นจะเป็นแค่ขนมปังกับเนยเฉยๆ แต่ของที่ซูริงห์จะใช้เป็นขนมปัง Sourdough  ทำเองสดๆ นุ่มมากกก ทางร้านบอกว่าเคล็ดลับความนุ่มคือใช้หัวเชื้อขนมปังที่หมักมาตลอด 4 ปี!!   กินคู่กับผักดองและ Cold cut สำหรับวันนี้เราว่าพิเศษกว่าปกติ เพราะเราได้เป็น Smoked trout    ส่วน condiment อื่นๆ ก็จะมี horse radish cured กับผักดองอื่นๆเช่น Prikkle, Onion  แล้วก็เนยที่ทำจากไขมันหมูค่ะ


Leipziger Allerlei ให้ความรู้สึกเหมือนสวนในท้องทะเลค่ะ  ตัวนี้พระเอกคือ Crayfish เชฟทำออกมาได้ดี เนื้อนุ่ม เสิร์ฟคู่กับผักต่างๆ เช่นหน่อไม้ฝรั่ง ราดด้วยซอสเห็ด  ทางร้านเล่าว่าสมัยก่อนเป็นอาหารข้างทางของชาวบ้านเลยค่ะ แต่เดี๋ยวนี้มีความแพร่หลายมากขึ้นแล้ว

อีกหนึ่งไฮไลท์ของแชฟเตอร์นี้ Sturgeon – cooked on cedar จานนี้เราประทับใจเนื้อปลามากเลย เนื้อปลาแน่นแต่ไม่แข็งกระด้าง เป็นปลาสเตอร์เจี้ยนที่ฟาร์มที่หัวหิน  ส่วนตัวเราเคยมีโอกาสไปดูงานที่ฟาร์มนี้มาแล้วเห็นถึงระบบต่างๆ มั่นใจได้เลยว่าเป็นเกรดคุณภาพเลยค่ะ    ส่วนซอสโฟมที่เห็นคือครีมซอสที่ออกรสเปรี้ยว (คิดว่าเปรี้ยวโดดไปนิด)

จานนี้เราสั่ง Add on – Caviar  เพิ่มราคาอยู่ที่ 400 บาทค่ะ  คิดว่าเพิ่มแล้วดีนะ ทำให้รสกลมกล่อมขึ้นค่ะ

อีกตัวที่เริ่มสั่งเพิ่มจากในคอร์สคือ Spatzle & Black Truffle จริงๆ แล้วทางร้านจะมี Add on Menu ให้เลือกด้วยกัน 3 เมนู  ซึ่งอันนี้แล้วแต่เรานะคะ ว่าจะสั่งเพิ่มหรือไม่สั่งก็ได้   แต่เราสั่งเพิ่มเป็นตัวนี้ Spatzle คือพาสต้าเส้นสดทำมือ เป็นตัวที่ทำยาก ดีใจมากที่สั่งเพราะมันดีงามมากกก ซอสเห็ดกลมกล่อม เพิ่มความหอมด้วยทรัฟเฟิลที่เค้าจะมาสไลด์ใส่กันสดๆ ตรงหน้าเลยค่ะ  อ่อจานนี้ Add on เพิ่มในราคา 750 บาทนะคะ

จาน Main จานสุดท้านคือ Wagyu Beef Sirloin / Asparagus /ramson เริ่มแรกเค้าจะมีเซ็ทมีดมาให้เลือกก่อนว่าเราชอบอันไหน ความคมเหมือนกันนะเราถามมาแล้ว ฮ่าาา แค่ว่ามีลวดลายที่ต่างกันก็เลือกตามชอบได้เลยค่ะ   ส่วนสเต็กเป็นออสเตรเลียนวากิว (ตัวนี้สามารถอัพเกรดเป็น  Japanese Wagyu ไดเแต่จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ ) เนื้อส่วนสันนอกแบบ Medium rare นุ่มๆ เสิร์ฟคู่กับหน่อไม้ฝรั่งและซอส Ramson หรือเรียกอีกอย่างว่า Whip butter sauce จานนี้ก็ดีตามมาตราฐานของร้านเลยค่ะ

Chapter Three

และแล้วก็ดำเนินมาถึงคอร์สของหวานกันบ้างค่ะ จานแรก Green apple & Celery ตัวนี้เป็น Savoury dessert ล้างรสชาติของคาวที่เรากินไปค่ะ  ที่ว่าเป็น Savoury  เพราะวัตถุดิบเป็นพวกเซอรารี่ แตงกวา กับไอศครีมที่เป็นผักต่างๆ infuse มา กินแล้วให้ความสดชื่น ไม่ได้เป็นแนวหวานๆนะคะ

ต่อกันด้วย Strawberry / rhubarb / honey  คอร์สนี้จะมาด้วยกัน 3 อย่างเลยเริ่มที่จานหลักเป็นสตอร์วเบอร์รี่กับครัมเบิ้ลรสชาติไปทางด้านเปรี้ยว กินคู่กับถ้วยด้านหลังเป็นซอสครีมที่เสิร์ฟแบบเอสพูม่ากับสตรอว์เบอรี่ที่เอามาทำเป็นแผ่นบางกรอบด้านล่างเป็นรูบาร์บ  แพริ่งกับ Honey Wine   ส่วนตัวคอร์สนี้เราคิดว่าดีแต่ไม่ว้าวเท่าคอร์สของคาวค่ะ

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด Omas Eierlikör  ขนมชิ้นเล็กๆ นั้นคือวานิลลาครีมอร่อยมากกก เสิร์ฟคู่กับเอ็กน็อกซึ่งฉบับ Grandma’s recipe eggnog เป็นสูตรเก่าแก่ของคุณย่า เค้าจะมีเล่มเมนูที่เป็น cookbook มาให้ดูด้วยค่ะ น่ารักดี เราอ่านคร่าวๆเห็นว่าแอลกอฮอล์ที่ใช้สำหรับตัวนี้เป็นวอดก้า อร่อนมากค่ะ


แน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วย Petit four  กล่องของที่นี่ยิ่งใหญ่ อลังการมากก มาเป็นตู้เลยค่ะ เปิดออกมาเป็นชั้นๆ เค้าจะให้เราเลือกว่าจะเอาอะไร เราเลือกลองอย่างละชิ้นค่ะ Salted caramel ตัวขวาล่างอร่อยสุด

พอถึงตรงนี้เราสั่ง Camomile Tea  มาดื่มด้วยเค้าจะมาเป็นกาเลยเยอะอยู่ถ้ามาสองท่าแนะนำว่าสั่งมาแบ่งกันก็ได้ เพราะว่าเฟย์สั่งแยกก็ดื่มไม่หมดเสียดายค่ะ ชาราคาที่กาละ 180 บาทค่ะ

โดยสรุปแล้วเฟย์ชอบมื้อนี้มากทีเดียวค่ะ เมนูอาหารมีความน่าสนใจ รสชาติแปลกใหม่ ราคาก็ถือว่าโอเคนะ เทียบกับคุณภาพและประสบการณ์สำหรับเราถือว่ารับได้ค่ะ การบริการพนักงานทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดี  มีอยู่ช่วงนึงที่มีความคลุกคลักบ้างแต่ทางร้านก็จัดการปัญหาได้ดี  แม้ว่าเราจะไปช้าก็รถติดที่กรุงเทพอะนะ… แต่พอโทรไปแจ้งว่าจะถึงช้า เลยรู้ว่าทางร้านจะจองที่นั่งให้เราอย่างน้อย 30 นาทีอยู่แล้วค่ะ ก็เลยสบายใจได้เลย    ใครที่ชอบแนวนี้ก็อย่าพลาดมาลองกันได้นะคะ รายละเอียดการจองทุกอย่างใส่ไว้ให้หมดแล้วค่าา

—————————-
Sühring
https://www.facebook.com/suhringtwins/
เย็นอากาศ 3 แขวงช่องนนทรีย์ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ
เปิด 05:30 pm – 09:30 pm   สุดสัปดาห์มีช่วงกลางวัน 11:30 pm – 12:30 pm www.restaurantsuhring.com
โทร : 02-287-1799
มีที่จอดรถหน้าร้าน

 

Gaggan ร้านมิชลินสตาร์ 2 ดาวพ่วงอันดับหนึ่งของเอเชีย 4 ปีซ้อน | FAVFlavour


หนึ่งในร้านอาหารดังระดับโลกที่นักกินทุกคนต้องหนึ่งในนั้นต้องมีร้าน Gaggan ร้านอาหารอินเดียแบบFine Dining ระดับตำนานที่โด่งดัง กวาดรางวัลระดับโลกมามากมาย

ชื่อร้าน Gaggan มาจากเชฟเจ้าของคุณGaggan Anand   โดยสไตล์ของร้านเป็นแนวไฟไดนิ่งที่มาจากอาหารอินเดียโดยเชฟนิยามสไตล์ว่าเป็น progressive indian cuisine โดดเด่นในเรื่องความคิดสร้างสรรค์  ของอาหาร และความแปลกใหม่           ร้าน Gaggan เป็นเจ้าของอันดับ 1 จาก Asia’s 50 Best Restaurants ยืนหนึ่งในเอเชียมาถึง 4 ปีซ้อน และล่าสุดในปี 2019 นี้ยังได้อันดับที่ 4 ในลิสท์ World’s 50 Best Restaurants จากร้านอาหารทั่วโลก พ่วงด้วย Michelin Star 2 ดาว  อีกทั้งหลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านทางซีรีส์ ” Chef’s table “ ของ Netflix ทำให้ใครๆ ก็ต่างอยากจะมาลองชิมอาหารของที่นี่ดูซักครั้ง

วันนี้เราโชคดีได้นั่งโซน Chef table ได้ดูเชฟทำอาหารกันตรงหน้าเลยค่ะ


Reservation

เรื่องนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าจองยากจริงๆเพราะว่าเต็มทุกวัน ยิ่งตั้งแต่ที่ทางร้านประกาศว่าจะปิดตัวช่วงกลางปี 2020 แล้วทุกคนต่างอยากจับจองเข้ามาลิ้มลองกันซักครั้งค่ะ อย่าลืมว่าไม่ได้มีแต่คนไทย คนจากหลากหลายประเทศหลั่งไหลกันมาที่นี่

วิธีการคือต้องเข้าไปที่เว็บไซต์ของทางร้าน  http://www.eatatgaggan.com/reservation/   เว็บไซต์อย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ไม่สามารถโทรไปจองได้  และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน หลังจากนั้นอาจจะอีเมลบอกทางร้านเป็นช่วงระยะเวลาอีกทีค่ะ เผื่อทางร้านมี slot เวลาในวันอื่นที่ใกล้เคียงว่าง   รอบที่คนจะน้อยกว่าคือรอบ 21.30  หากเวลาที่เราจองได้ ทางร้านจะมีอีเมลกลับมายืนยันที่นั่งให้เราค่ะ


Price (According to June 2019)

ราคาจะอยู่ที่ 8,000++ ต่อท่านรวมชา กาแฟ และน้ำเปล่าแล้วค่ะ (Still water)  ส่วนถ้าต้องการจะสั่ง Wine Pairing อยู่ที่ 4,000++ สำหรับแก้วขนาด Tasting Portion จำนวน 9 แก้วค่ะ

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอยู่มาก เชื่อว่าหลายท่านก่อนจะมากินก็น่าจะมีการทำการบ้าน ลองอ่านรีวิวมากันบ้าง พอเห็นราคาก็อาจจะอึ้งอยู่เพราะมีราคาค่อนข้างสูง  อาหารบางคนว่ามาแค่จานละคำจะอิ่มหรอ? แต่เราคิดว่าเป็นความพึงพอใจเฉพาะบุคคลนะคะ   สำหรับเราถือว่าราคานี้มาจากประบสบการณ์ที่เชฟสั่งสมมา เป็นมื้อที่ไม่ใช่แค่มากินข้าว แต่ถือเป็น Experience ด้วย  ตัวอาหารเองเอาจริงๆ มันเยอะมาก บางคอร์สคือพอร์ชั่นใหญ่เรียกได้ว่าปริมาณไม่น้อยเลย เราเองยังอิ่มตั้งแต่ครึ่งทาง  อีกทั้งถ้าดูจากร้านอาหารชั้นนำในต่างประเทศแล้ว ราคานี้ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ


Let the journey begin

วันนี้เราโชคดีมากค่ะ ทางร้านแจ้งว่ามีที่นั่งในโซน Chef table ว่างเราจึงเลือกที่จะย้ายไปนั่งตรงนั้น เพื่อที่จะได้ฟังเชฟอธิบายอย่างละเอียด เสียดายว่าวันนั้นเชฟ Gaggan ไม่อยู่ที่ร้านเพราะเป็นช่วงเดียวกับที่ประกาศผล World 50 best restarant

มื้อนี้เราไม่ได้สั่งไวน์แพริ่งค่ะ แต่สั่งเป็นแก้วโดยเลือกเป็นไวน์ขาว  Sebastien Riffault Les Quarterons 2014 GL อยู่ที่ราคาแก้วละ 600 บาทค่ะ แต่หากใครไม่ต้องการไวน์ น้ำเปล่าจะมีให้อยู่แล้วนะคะ หลังจากที่เลือกไวน์กันเสร็จก็เป็นอันเข้ามื้ออาหารของเราในค่ำนี้ค่ะ

อีโมจิแสดงถึงจุดเด่นของแต่ละคอร์ส

ซิกเนเจอร์ของทางร้านที่ถูกกล่าวถึงเยอะก็คือเมนู เพราะคุณจะไม่รู้ว่าเป็นอะไรเลย นอกจากอีโมจิ คิ้วท์ๆ ชวนสงสัย เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงแต่ละเมนูค่ะ  โดยแต่ละซีซั่นเมนูจะไม่เหมือนกันนะคะ แต่ที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะเมนูไหนซีรีส์ไหนทุกเมนู ” ต้องใช้มือกินค่ะ “ ที่นี่ไม่มีช้อนส้อมวางเหมือนร้านอื่นนะคะ เนื่องจากออริจินอลของอาหารอินเดียใช้มือกิน ยกเว้นบางเมนูเช่นพวกซุปเชฟจะมีช้อนแยกมาให้ค่ะ

ตัวแรกคือ Summer Pitcher เป็นเหมือน Welcome Drink ค่ะ ตัวนี้แค่พรีเซนท์เทชั่นก็น่าสนใจแล้ว เป็นน้ำลิ้นจี่โซดา แต่แอบมีรสเผ็ดร้อนเบาๆ เสิร์ฟมาให้หม้อข้าวหม้อแกงลิง ถือว่าได้ทั้งความอร่อยและความสนุกในเวลาเดียวกันเลยค่ะ

คอร์สที่สองเป็นซิกเนเจอร์ที่โด่งดังของร้านนี้เลยค่ะ Yoghurt Explosion  เป็นโยเกิร์ตในรูปแบบของสเฟียร์ (โยเกิร์ตที่มีเยื้อบางๆ หุ้ม พอกัดแล้วก็จะแตกเป็นน้ำค่ะ ) ที่มีกลิ่นหอมของเครื่องเทศเบาๆ ตัวนี้อยู่ในคอร์สของทางร้านมาตั้งแต่แรกๆ เลยค่ะ เพราะว่าได้รับความนิยมมากเลย

คอร์สที่สามก็เป็นอีกหนึ่งคอร์สสุดฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เรียกได้ว่าเปิดโซเชียบมีเดียเซิร์จหาร้านนี้ต้องมีรูปนี้เลยแหละ Lick your way up เป็นซอสเครื่องเทศรสต่างๆ ที่มากับวิธีการกินสุดแนวคือต้องเลีย!! ใช้ค่ะ จานนี้ตอนกินอาจจะเขิลๆ กันหน่อยแต่ละคนหยิบจานขึ้นมาเลียไปถ่ายรูปไปสนุกสนานเลย

เซ็ทต่อมาเฟย์ขอพูดถึงทั้ง 5 จานพร้อมกันเลยนะคะเพราะว่าเค้ามาเป็นซีรีส์เดียวกัน คือจะเป็นอาหารอินเดียที่มาจากแต่ละภาคค่ะ โดยจานไหนมาจากภาคไหนเค้าก็จะเสิร์ฟให้มาตามจานที่แยกออกมาเป็นโซนต่างๆ  ซึ่งความสนุกคือพอกินเสร็จแต่ละจาน เราก็ต้องมาเรียงต่อกันให้เป็นรูปแผนที่ประเทศอินเดีย แต่ถ้าใครไม่แม่นภูมิศาสตร์ก็ต้องเดากันไปเลยค่ะ  อย่างเราก็คือมองตามคนอื่นๆ ในร้าน อิอิ

Chili Nest ชิ้นแรกเป็นไข่จิ๋วที่อยู่บนรังนก เชื่อว่าใครๆ  ต้องชอบแน่นอน ตัวนี้เราค่อนข้างชอบทีเดียวค่ะ ข้างในไข่จะเป็นซอสซึ่งเป็นการทำเลียนแบบของว่างแนวสตรีทฟู้ดที่ชื่อว่า pani puri แต่ดัดแปลงออกมาในรูปแบบใหม่ ได้ texture ทั้งกรอบจากรังนกและน้ำซอสเป็นการเปิดซีรีส์มาได้อย่างน่าสนใจทีเดียวค่ะ

Khandvi Snow ตัวถัดมาเป็นเหมือนเนื้อเค้กที่ทำจากแป้งและโยเกิร์ตค่ะ ด้านบนตกแต่งด้วยทับทิมและมะพร้าวค่ะ  ตัวนี้ให้ความรู้สึกแบบเนื้อสัมผัสเบาๆ

Green peas kachori คำนี้อร่อยมากกก เป็นมูสถั่วลันเตาที่อยู่ในแครกเกอร์ คำนี้ให้รสชาติที่นุ่มละมุนลิ้นมากๆ เราชอบคำนี้ที่สุดในเซ็ทนี้

Kolkata Jhalmuri Cookie คุ้กกี้ในฉบับของ Gaggan ก็ต้องมาในแบบที่แปลกๆ เจ้าตัวนี้เป็นแครกเกอร์ที่เนื้อเบาๆ ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นไส้มะขามนะคะ โรยด้วยผงหน่อไม้ฝรั่งสีเขียวอีกที

Aloo Bonda Charcoal คำสุดท้ายเป็นอีกตัวที่เราชอบ ทำเลียนแบบก้อนถ่านซึ่งข้างในจะเป็นไส้มันบดนุ่มๆ

คอร์สที่ 9 Brain Damage เป็นอีกหนึ่งเมนูแบบ Dine with Experience เพราะว่าเราจะไม่เห็นว่ามันคืออะไร! เพราะเค้าจะนำผ้ามาให้เราปิดตาค่ะ เชฟก็จะใส่มือให้เราแล้วก็กินไปทั้งคำเลย  และอีโมจิที่เราเห็นก่อนกินมันเป็นรูปสมอง แถมรสชาติก็เป็นกลิ่นเครื่องเทศนำมาเลย งานนี้ก็จินตนาการไปต่างๆ นาๆ เลยสิ นึกว่าถูกหลอกให้กินสมองอะไรรึเปล่า ฮ่าาา

แต่พอกินเสร็จแล้ว เปิดตาได้เชฟก็มีเก็บไว้ให้เราดูจานนึง หน้าตาก็คือเป็นสมองจริงๆ! แต่เป็นแค่ดีไซน์นะคะ จริงๆแล้วทำจากพวกผักต่างๆ   จานนี้เราสามารถให้ทางร้านถ่ายวีดีโอของเราตอนกินได้ด้วยนะ เฟย์มาเปิดดูรีเอ็กชั่นของตัวเองก็ตลกดีเหมือนกันแหะ

คอร์สที่ 10 เราได้กินทรัฟเฟิล!!! ซะเมื่อไหร่ Fake Truffles ทำออกมาได้เหมือนมากเลยค่ะ แต่จริงๆ แล้วเป็นขนมปังรสชาติไปทางหวาน ข้างในเป็นไซส์ชีสค่ะ

ถัดมาเป็น Tomato Sundae เป็นเจลลี่มะเขือเทศห่อด้วยมะเขือเทศอบเป็นแผ่น เพิ่มรสชาติด้วยอิคุระ

รูปข้าวโพดในอีโมจิคือเมนู Foie gras corn dog ตัวนี้เวลากินต้องระวังนิดนึงเพราะเชฟจะทอดใหม่ๆ เลยร้อยมาก มันคือคอร์นดอกที่มีไส้ฟัวกราส์ เยิ้มๆ เลยค่ะ

ต่อไปเป็นรูปส้ม Assam Tea Orange & Eel อันนี้เป็นมูสชาอัสสัมกับปลาไหล มาในแบบเย็น

มาถึงครึ่งทางแล้วกับคอร์สที่ 14 Uni&Onion Orgasm ตัวนี้ตั้งแต่เห็นเชฟกำลังเตรียมเมนูก็อยากจะน้ำลายไหลเหมือนอิโมจิในเมนูเลยค่ะ ไข่หอนเม่นเย็นๆบนแครกเกอร์ ละลายในทันทีเมื่อเข้าปาก

ตามด้วย Sushi Tribute อีกหนึ่งคำสุดฟินของมื้อนี้ ด้านล่างเป็นเนกิโทโร่อากามิ วางท้อปด้วยโอโทโร่ ที่อาบุริ (เบิร์นผิวเล็กน้อย) อร่อยมากค่ะ เป็นเมนูที่แหวนแนวมาทางญี่ปุ่น แต่ไม่รู้ทำไมยังมีกลิ่นอายความเป็นอินเดีย อาจเพราะมีการใส่เครื่องเทศอะไรบางอย่างเข้าไปหมักด้วยก็เป็นได้


พอถึงตรงนี้เราค่อนข้างอิ่มมาก และรู้สึกตื้อกับรสชาติของเครื่องเทศเล็กน้อย แต่พอเจอตัวนี้ในคอร์สที่ 16 Tea Ceremony ตื่นเลยค่ะ ข้างล่างจะเป็นไข่ตุ๋นก่อนจะตามด้วยซุปเห็ด พอได้กินตัวนี้ความอุ่นๆจากซุปคล่องคอ ทำให้ล้างรสชาติเดิม ท้องโล่ง พร้อมจะลุยต่อเลย ประทับใจทีเดียวค่ะเหมือนเค้าคิดมาแล้วว่าต้องลำดับรสชาติแบบนี้

คอร์สที่ 17 เริ่มเข้าโหมดจานหลักค่ะ จานนี้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ Prawn Balchao ดูเผินๆ ก็เหมือนแค่กุ้งย่างธรรมดา แต่โนค่ะ เป็นกุ้งลายเสือตัวใหญ่หมักเครื่องเทศหลากหลายชนิดและนำไปย่างแบบทันดูรี   วิธีกินคือให้ดิปซอสที่เชฟให้มากับผงเครื่องเทศทางด้านขวา

Idiyappam Vindaloo  ตัวนี้รสชาติว้าวทีเดียวค่ะ เป็นเมนูเส้นราดแกงที่รสชาติออกไปทางเปรี้ยวๆ ข้นๆ  ตัวเส้นจืดทำให้บาลานส์รสชาติออกมาอ่อนลง ไม่โดดเกินไป อ้อ! จานนี้เชฟมีช้อนให้นะคะ ฮ่าาา



คอร์สที่ 19 A hater called it as a fart ! งงไหมทำไมชื่อเมนูมันประหลาดงั้นอ่ะ ฮ่าาา เพราะในเมนูจะเป็นอิโมจิรูปตด อิอิ ตอนแรกเราก็นึกว่าเออ อาจจะเพราะเค้าต้องรมควันแกะ เห็นเป็นควันๆเลยใช้รูปนี้ แต่ที่ไหนได้ เชฟเล่าไปก็ทำให้เรานึกขำไปด้วยค่ะ เกิดมาจากลูกค้าเองเนี่ยแหละมาคอมเม้นท์ว่ากลิ่นเหมือนตด! ไม่เห็นเหมือนเลย เราว่าออกจากหอม กลิ่นของหญ้าเฮย์กับเครื่องเทศ อีกทั้งตัวแกะคือดีมากกก ให้ก สิบตัวเลย เนื้อแกะนุ่มมากๆ  ได้ทั้งรสชาติของแกะและเครื่องเทศค่ะ   ชิ้นก็ใหญ่ประมานผ่ามือผู้หญิงเลยค่ะ

King Crab  ได้กินปูกันบ้าง เนื้อปูถูกซ่อนตัวอยู่ข้างใต้ พร้อมด้วยแอสพารากัสออย รสชาติเบาๆ ค่ะตัวนี้



Main ตัวสุดท้าย Fish Paturi Experience  ตัวนี้ก่อนจะได้กิน เชฟจะปิดไฟ แล้วก็เผาก่อนค่ะ เผาแบบจริงจังมากตอนมาเสิร์ฟใบที่ห่อมายังติดไฟอยู่นิดๆ เลย เป็นข้าวบาสมาติหมักเครื่องเทศต่างๆ กับปลาคินเมได ที่เนื้อนุ่ม ความสุกกำลังดี

คอร์สที่ 22 เข้าโหวตของหวาน Pebbles in water ตัวนี้ล้างรสชาติของคาวได้ดี มาเป็นบ่อน้ำเลยค่ะ ไวท์ช็อกโกแลตไส้เมล่อน ดูดีๆ ก่อนหยิบน้า มีหินกินได้และหินจริงๆ ด้วยนะ ฮ่าา

คอร์สที่ 23 Mango Milshake กินไปก็เขิลไปนานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ใช้ขสดนม? =)

รองสุดท้ายแล้ว Bonsai  พรีเซนเทชั่นเก๋มากมาเป็นต้นบอนไซจริงๆ เลยค่ะ สำหรับเราวิธีกินแอบกินยากไปนิด หรือเรากินไม่ถูกก็ไม่รู้ มันตัดซอร์เบไม่ค่อยขึ้น แต่เรื่องรสชาติของสปอนจ์ ต้นไม้ที่เป็นคุ้กกัเและซอร์เบย์นั้น อร่อยหอมหวานแบบอ่อนๆ ดีค่ะ

และแล้วก็เดินทางมาถึง คอร์สสุดท้ายแล้ววววว ขนมหวานในจากอินสไปร์ในตำนานจากเกมส์  Pacman เริ่มกินจากตัวผีเป็นช็อกโกแลตพริก ตามด้วยแพ็คแมนไปไอศครีมแอปปริคอต ต้องระวังตอนหยินนิดนุง ปิดท้ายด้วยเจลลี่เชอร์รี่ค่ะ

ยังไม่ท้ายสุด เพราะเรามีพิเศษอีกหนึ่งตัว เนื่องจากเฟย์มากินในโอกาสฉลองวันเกิดของตัวเอง ทางร้านมีการเซอร์ไพรส์เราเล็กๆ ด้วยเค้กไวท์ช็อกโกแลตก้อนนี้ พร้อมกับเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์จากทุกคนที่ร่วมโต๊ะ =)   ถ้าใครมีโอกาสพิเศษอะไรสามารถแจ้งตอนจองได้เลยนะคะ


25 indian dishes

เมนูเฉลย

และแล้วก็กินกันจนจบทั้ง 25 คอร์สจนได้ค่ะ พอกินเสร็จก็จะได้เมนูอีกใบเป็นเฉลยค่ะ  บอกเลยว่าแต่ละคอร์สที่ออกมา มีความครีเอทีฟสมกับที่ได้รางวัลต่างๆ มามากมาย ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาหารอินเดียจะสามารถดัดแปลงออกมาได้น่าสนใจขนาดนี้ค่ะ

ระยะเวลาในการทางค่อนข้างนอนเหมือนกันนะคะ เรากินรอบรอบ 21.30 กว่าจะออกจากร้านนี่ราวๆ ตีหนึ่งเลยอาจะเป็นเพราะโต๊ะที่เราได้นั่งเป็นโซน Chef Table ซึ่งมีราวๆ 10 กว่าที่เท่านั้น ทำให้เชฟสามารถดูแล พูดคุย และโชว์ลูกเล่นต่างๆได้อย่างเต็มที่  เรียกได้ว่าไม่มีเวลาได้หยุดพักหายใจกันเลยค่ะ แต่ถ้าใครชอบความสงบ สบายๆ ก็แนะนำเป็นโซนที่นั่งปกติค่ะ

ทุกเมนูที่เราได้ชิมถือว่าผ่านการคิด การดีไซน์และใส่ความครีเอทีฟลงไปอย่างเต็มที่ ชนิดที่ว่าหากเชฟไม่อธิบายเราจะไม่รู้เลยว่าตรงหน้าเราคืออะไร พอได้กินไปฟังเชฟอธิบายวิธีการทำและที่มาไป ทำให้เราทอดทึ่งไม่ได้เลยค่ะ     หากใครเป็นฟู้ดดี้เฟย์คิดว่าควรจะมาลองซักครั้งก่อนที่ร้านจะปิดช่วงมิถุนายน 2020 เพราะเชฟจะไปทำโปรเจ็คใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ

อร่อยและสนุกตลอดมื้อ ถ้ามีโอกาสอยากให้มาลองกันค่าา

—————————-
Gaggan
68/1 ซอยหลังสวน ถนน เพลินจิต แขวง ลุมพินี เขต ปทุมวัน กรุงเทพฯ
www.eatatgaggan.com
จันทร์ถึงเสาร์ 1st round 5:30 pm 2nd round 9:30 pm
โทร 02-652-1700
ที่จอดรถทางร้านมีบริการ Vallet parking ทางเข้าทางออกเป็นทางเดียวกันไม่ต้องสับสนนะคะ หากเลี้ยวเข้าแล้วเจอรถขับออกมาพอดี

บ้านชิดกรุง กินกุ้งเผาริมแม่น้ำสุดชิลล์| FAVFlavour


เอาล่ะ แน่นอนว่างานนี้ต้องมีกุ้งงงง!!!

อยากกินกุ้งเผาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอะไรงี้ ปกติเราก็จะนึกถึงแต่อยุธยาใช่ไหมคะ  แต่จริงๆแล้วขยับออกมาจากกรุงเทพฯนิดเดียวที่จ. ปทุมธานีก็มีกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ นั่งกินชิลล์ๆ ได้ริมแม่น้ำเหมือนกันกับที่นี่เลยค่ะ บ้านชิดกรุง ค่าา

บ้านชิดกรุง เปิดมาแล้วกว่า 6 ปี เป็นที่ชื่นชอบของสาวกกุ้งเพราะเมนูเด็ดดังของที่นี่จะเป็นในเรื่องของกุ้งค่ะ  แต่ละวันจะมีกุ้งสด ตัวเบิ้มๆ เข้ามาสดใหม่ทุกวันค่ะ พร้อมด้วยบรรยากาศร้านสไตล์ไทยริมแม่น้ำ รับลมชิลล์ๆ เหมาะที่จะพาครอบครัวมาชิลล์กันช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์งี้ เพลิดเพลินกันเลยค่าา

เอาล่ะค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เชื่อว่าทุกคนคงรอที่จะเห็นเมนูเด็ดของที่ร้านกันแล้วล่ะ วันนี้เราจัดไปทั้งหมด 9 อย่างเลยมาดูกันดีกว่าว่าแต่ละตัวจะเป็นยังไง เป็นไกด์ให้เพื่อนๆ ก่อนสั่งเมนูกันดีกว่าค่ะ =)

กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา 890 บาท

กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา 890 บาท

ขอเปิดด้วยทีเด็ดกันก่อนเลย กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา เสิร์ฟมาในกระทะร้อนฉ่าๆ เลยค่ะ ทำให้กลิ่นซอสโหระพาหอมขึ้นอีก ในจานนึงจะให้กุ้งมาสองตัวค่ะ ซึ่งกุ้งตัวใหญ่ทีเดียว นอกจากกุ้งเผาแล้วตัวนี้ถือเป็นอีกตัวที่แนะนำสำหรับสาวกกุ้งเลยค่าา

กุ้งเผา 1,700 บาท

กุ้งเผาวันนี้ที่เรากินกันเป็นแบบ 3 ตัวโลราคา 1,700 บาทค่ะ  ตัวใหญ่สมใจพี่ อิอิ  ทางร้านจะย่างมาให้แบบมันกุ้งเยิ้มๆๆ ตักราดบนเนื้อกุ้งและแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือน้ำจิ้มซีฟู้ด เลิฟ!! คุ้มค่ากับการมานั่งกินริมน้ำมากๆ ค่ะ ที่ประทับใจคือแม้แต่ก้ามทางร้านก็หนีบมาให้เรากินเนื้อที่ก้ามได้ ไม่เคยกินมาก่อนเลยดีมากเลยอ่ะ

สำหรับกุ้งก็จะมีหลายไซส์นะคะ เพราะว่าเข้าสดใหม่ทุกวัน ขนาดใหญ่สุดเป็นแบบ 2 ตัว 8 ขีดค่ะ เบิ้มมากฮ่าาา

กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง 160 บาท

กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง 160

แกงเขียวหวานแบบแห้งๆ หน่อยก็น่าจะดีเหมือนกันกับจานนี้ กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง จานนี้แนะนำว่าให้รีบกินอย่าทิ้งไว้นานค่ะ เพราะไม่งั้นกากหมูจะอมน้ำแล้วไม่ค่อยอร่อย แต่ตอนที่เพิ่งมาเสิร์ฟตักวางบนข้าวร้อนๆ คือดีมากกก

ผัดท้ายเรือ 220 บาท

ผัดท้ายเรือ ยกความหลากหลายจากท้องทะเลและผักต่างๆ มารวมกันในเมนูเดียว ปลาหมึกไม่เหนียวเข้ากันได้ดีกับผักต่างๆ แถมยังเพิ่มความอิ่มด้วยวุ้นเส้น สั่งกินเปล่าๆก็เอาอยู่นะ

หอยแครงแซบ 150 บาท

สายหอยต้องกรีดร้องให้กับความแซ่บ!! พริกสิบเม็ดไปเล้ยยย หอยแครงแซ่บ  จานนี้จัดเสิร์ฟมาแบบเป็นคำๆ พร้อมน้ำจิ้มราดมาเลยค่ะ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านกลบกลิ่นคาวของหอยได้ดี  ส่วนตัวเฟย์ไม่กินหอยนะแต่ก็ได้ลองไปเหมือนกันเพราะเจ้าน้ำจิ้มมันดูยั่วยัวเหลือกัน ฮ่าา

แกงรัญจวน 220

สำรับอาหารแบบไทยๆ จะขาดแกงไม่ได้เลย แต่แกงธรรมดาอย่างต้มยำ แกงจืดอะไรพวกนั้นทุกคนน่าจะรู้จักดีอยู่แล้ว  ถ้าใครอยากลองเมนูอื่นๆบ้าง แนะนำเป็น แกงรัญจวน  ซึ่งเป็นแกงที่จะใส่กะปิเข้าไปด้วยค่ะ เป็นแกงโบราณที่หาทานยากแต่ที่นี่ก็มีขายนะ ใครไม่เคยลองแนะนำเลยค่าา

ผัดสะตอกุ้งสับ 250 บาท

เมนูที่มีกลิ่นอายเมืองใต้ก็มีนะ ผัดสะตอกุ้งสับ ที่มองแล้วคือกุ้งเยอะกว่าสตอ! ฮ่าาา กุ้งเยอะมากๆเลย เมนูนี้จะได้กลิ่มหอมอ่อนๆ จากกะปิ ที่ช่วยให้รสของสตอไม่รุนแรงจนเกินไปค่ะ

ไก่ผัดพริกแกงไข่แดงเค็ม 180 บาท

ถ้าอยากได้รสจัดจ้านเพิ่มขึ้นมาลองตัวนี้ได้ ไก่ผัดพริกแกงไข่แดงเค็มที่จะได้รสชาติจัดจ้านนวนๆ จากพริกแกงและไข่แดงเค็ม  ตัวนี้กินเปล่าๆ อาจจะรสจัดไปหน่อยแต่กินกับข้าวแล้วลงตัวมากๆ เลยค่ะ

ข้าวผัดกากหมู 150 บาท

สุดท้ายความอิ่มแบบไทยๆ จะขายไม่ได้ก็ต้องข้าวสิ! นี่ว่ามันเวิร์คมากๆเลย ข้าวผัดกากหมูกลายเป็นเมนูโปรดของเราแล้วล่ะ กากหมูกรอบนอกนุ่มใน ผัดกับข้าว กินคู่กับทุกเมนูอร่อยเลยค่าา

—————————-
บ้านชิดกรุง กุ้งเผา
อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
11.00-20.00 น.
โทร 094-292-5962
www.facebook.com/baanchidkrung