เรื่องล่าสุด

บ้านชิดกรุง กินกุ้งเผาริมแม่น้ำสุดชิลล์| FAVFlavour


เอาล่ะ แน่นอนว่างานนี้ต้องมีกุ้งงงง!!!

อยากกินกุ้งเผาริมแม่น้ำเจ้าพระยาอะไรงี้ ปกติเราก็จะนึกถึงแต่อยุธยาใช่ไหมคะ  แต่จริงๆแล้วขยับออกมาจากกรุงเทพฯนิดเดียวที่จ. ปทุมธานีก็มีกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ นั่งกินชิลล์ๆ ได้ริมแม่น้ำเหมือนกันกับที่นี่เลยค่ะ บ้านชิดกรุง ค่าา

บ้านชิดกรุง เปิดมาแล้วกว่า 6 ปี เป็นที่ชื่นชอบของสาวกกุ้งเพราะเมนูเด็ดดังของที่นี่จะเป็นในเรื่องของกุ้งค่ะ  แต่ละวันจะมีกุ้งสด ตัวเบิ้มๆ เข้ามาสดใหม่ทุกวันค่ะ พร้อมด้วยบรรยากาศร้านสไตล์ไทยริมแม่น้ำ รับลมชิลล์ๆ เหมาะที่จะพาครอบครัวมาชิลล์กันช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์งี้ เพลิดเพลินกันเลยค่าา

เอาล่ะค่ะ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เชื่อว่าทุกคนคงรอที่จะเห็นเมนูเด็ดของที่ร้านกันแล้วล่ะ วันนี้เราจัดไปทั้งหมด 9 อย่างเลยมาดูกันดีกว่าว่าแต่ละตัวจะเป็นยังไง เป็นไกด์ให้เพื่อนๆ ก่อนสั่งเมนูกันดีกว่าค่ะ =)

กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา 890 บาท

กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา 890 บาท

ขอเปิดด้วยทีเด็ดกันก่อนเลย กุ้งแม่น้ำผัดซอสโหระพา เสิร์ฟมาในกระทะร้อนฉ่าๆ เลยค่ะ ทำให้กลิ่นซอสโหระพาหอมขึ้นอีก ในจานนึงจะให้กุ้งมาสองตัวค่ะ ซึ่งกุ้งตัวใหญ่ทีเดียว นอกจากกุ้งเผาแล้วตัวนี้ถือเป็นอีกตัวที่แนะนำสำหรับสาวกกุ้งเลยค่าา

กุ้งเผา 1,700 บาท

กุ้งเผาวันนี้ที่เรากินกันเป็นแบบ 3 ตัวโลราคา 1,700 บาทค่ะ  ตัวใหญ่สมใจพี่ อิอิ  ทางร้านจะย่างมาให้แบบมันกุ้งเยิ้มๆๆ ตักราดบนเนื้อกุ้งและแน่นอนว่าขาดไม่ได้คือน้ำจิ้มซีฟู้ด เลิฟ!! คุ้มค่ากับการมานั่งกินริมน้ำมากๆ ค่ะ ที่ประทับใจคือแม้แต่ก้ามทางร้านก็หนีบมาให้เรากินเนื้อที่ก้ามได้ ไม่เคยกินมาก่อนเลยดีมากเลยอ่ะ

สำหรับกุ้งก็จะมีหลายไซส์นะคะ เพราะว่าเข้าสดใหม่ทุกวัน ขนาดใหญ่สุดเป็นแบบ 2 ตัว 8 ขีดค่ะ เบิ้มมากฮ่าาา

กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง 160 บาท

กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง 160

แกงเขียวหวานแบบแห้งๆ หน่อยก็น่าจะดีเหมือนกันกับจานนี้ กากหมูผัดเขียวหวานแห้ง จานนี้แนะนำว่าให้รีบกินอย่าทิ้งไว้นานค่ะ เพราะไม่งั้นกากหมูจะอมน้ำแล้วไม่ค่อยอร่อย แต่ตอนที่เพิ่งมาเสิร์ฟตักวางบนข้าวร้อนๆ คือดีมากกก

ผัดท้ายเรือ 220 บาท

ผัดท้ายเรือ ยกความหลากหลายจากท้องทะเลและผักต่างๆ มารวมกันในเมนูเดียว ปลาหมึกไม่เหนียวเข้ากันได้ดีกับผักต่างๆ แถมยังเพิ่มความอิ่มด้วยวุ้นเส้น สั่งกินเปล่าๆก็เอาอยู่นะ

หอยแครงแซบ 150 บาท

สายหอยต้องกรีดร้องให้กับความแซ่บ!! พริกสิบเม็ดไปเล้ยยย หอยแครงแซ่บ  จานนี้จัดเสิร์ฟมาแบบเป็นคำๆ พร้อมน้ำจิ้มราดมาเลยค่ะ น้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านกลบกลิ่นคาวของหอยได้ดี  ส่วนตัวเฟย์ไม่กินหอยนะแต่ก็ได้ลองไปเหมือนกันเพราะเจ้าน้ำจิ้มมันดูยั่วยัวเหลือกัน ฮ่าา

แกงรัญจวน 220

สำรับอาหารแบบไทยๆ จะขาดแกงไม่ได้เลย แต่แกงธรรมดาอย่างต้มยำ แกงจืดอะไรพวกนั้นทุกคนน่าจะรู้จักดีอยู่แล้ว  ถ้าใครอยากลองเมนูอื่นๆบ้าง แนะนำเป็น แกงรัญจวน  ซึ่งเป็นแกงที่จะใส่กะปิเข้าไปด้วยค่ะ เป็นแกงโบราณที่หาทานยากแต่ที่นี่ก็มีขายนะ ใครไม่เคยลองแนะนำเลยค่าา

ผัดสะตอกุ้งสับ 250 บาท

เมนูที่มีกลิ่นอายเมืองใต้ก็มีนะ ผัดสะตอกุ้งสับ ที่มองแล้วคือกุ้งเยอะกว่าสตอ! ฮ่าาา กุ้งเยอะมากๆเลย เมนูนี้จะได้กลิ่มหอมอ่อนๆ จากกะปิ ที่ช่วยให้รสของสตอไม่รุนแรงจนเกินไปค่ะ

ไก่ผัดพริกแกงไข่แดงเค็ม 180 บาท

ถ้าอยากได้รสจัดจ้านเพิ่มขึ้นมาลองตัวนี้ได้ ไก่ผัดพริกแกงไข่แดงเค็มที่จะได้รสชาติจัดจ้านนวนๆ จากพริกแกงและไข่แดงเค็ม  ตัวนี้กินเปล่าๆ อาจจะรสจัดไปหน่อยแต่กินกับข้าวแล้วลงตัวมากๆ เลยค่ะ

ข้าวผัดกากหมู 150 บาท

สุดท้ายความอิ่มแบบไทยๆ จะขายไม่ได้ก็ต้องข้าวสิ! นี่ว่ามันเวิร์คมากๆเลย ข้าวผัดกากหมูกลายเป็นเมนูโปรดของเราแล้วล่ะ กากหมูกรอบนอกนุ่มใน ผัดกับข้าว กินคู่กับทุกเมนูอร่อยเลยค่าา

—————————-
บ้านชิดกรุง กุ้งเผา
อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
11.00-20.00 น.
โทร 094-292-5962
www.facebook.com/baanchidkrung

Jaan แห่งสิงคโปร์ ร้านที่คว้าทั้งมิชลินสตาร์และAsia’s 50 best | FAVFlavour


JAAN by Kirk Westaway

คว้ามาทั้งมิชลินสตาร์ 1 ดาว และติดอันดับ Asia’s 50 best Restaurant

หนึ่งในความสนุกของการมาเที่ยวประเทศสิงคโปร์ของเฟย์คือการมาหาของอร่อยๆกิน!! นอกจากสตรีทฟู้ดที่สิงคโปร์จะขึ้นชื่อแล้ว อาหารสุดหรูประเภท Fine Dining ที่นี่ก็ขึ้นชื่อไม่แพ้กัน ซึ่งในครั้งนี้เฟย์เลยมาลองที่ร้าน JAAN by Kirk Westaway. กับอาหารแนว British-inspired ที่นี่กันค่ะ

เหตุผลที่เราสนใจร้าน ” JAAN By Kirk” เป็นพิเศษเพราะว่าร้านนี้ได้รางวัลการันตีมามากมายทั้ง Michelin Star 1 ดาวและไตอันดับขึ้นมาเป็นลำดับที่ 32 ใน Asia’s 50 best restaurants ปี 2018 นี่  พอมีโอกาสมาที่สิงคโปร์เฟย์ก็เลยตัดสินใจมาที่นี่เลยค่าา

มาถึงอย่างแรกเลยก็ต้องว้าวให้กับวิวเค้าหน่อยนะ สวยจัง ร้านเค้าตั้งอยู่บนชั้น 70 ของโรงแรม Swissôtel The Stamford  ล้อมรอบด้วยกระจกทำให้เราเห็นวิวตรงอ่านมาริน่าเบย์แบบเต็มๆ สวยมากเลยค่ะ  เหมาะมากที่จะมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่นี่แค่เห็นร้านก็เริ่มตื่นเต้นแล้ว

เออจะว่าไปตอนแรกที่ได้ยินชื่อร้านแล้วก็งงๆ นะ Jaan อ่านว่าจานเหมือนภาษาไทยเลย ก็เลยถามทางร้านเลยได้ความว่ามันก็คือจานที่เราคิดนั่นแหละค่ะ เพราะเค้าเอามาจากรากศัพท์ของภาษาสันสกฤต เพื่อที่จะให้สื่อความหมายถึงจานใส่อาหารนั้นเอง

อาหารที่นี่จะเป็นแนวที่เรียกว่า “British-inspired” เพราะว่าเชฟใหญ่ของที่นี่เชฟ Kirk Westaway เป็นคนอังกฤษค่ะอาหารส่วนใหญ่จึงได้อิทธพลมากจากบ้านเกิดโดยเฉพาะที่เมือง Devon เพราะว่าวัตถุดิบหลายอย่างก็นำเข้ามาจากที่เมืองนั้นเลยค่ะ

ส่วนเมนูก็มีหลายคอร์สนะคะเช่นเซ็ทอาหารกลางวัน เซ็ทอาหารมังสาวิรัติ แต่ที่เฟย์ไปครั้งนี้เป็นช่วงกลางวันเลยเลือกแบบจัดเต็มไปเลยสำหรับช่วงกลางวัน  เราเลือกเป็น 6 Course Signature Set Menu  ราคา 158++ SGD พร้อมด้วยไวน์แพริ่งชนิด 3 แก้วราคา $68++ SGD  ไปดูกันว่าซิกเนเจอร์เซ็ทของเค้าจะมีอะไรบ้าง

amuse bouche

เริ่มแรกจะเป็น amuse bouche หรือว่าอาหารเรียกน้ำย่อย ส่วนใหญ่แล้วอามุซบุชจะเป็นอาหารที่ทางร้านเตรียมมาให้อยู่แล้วนอกเหนือจากในเซ็ทนะคะ โดยเซ็ทนี้จะประกอบไปด้วย Beetroot Meringe & smoked eel สีแดงน่ารักนุ่มฟู  , Devonshire cheddar cheese&buckwheat pancake คือเจ้าตัวที่หน้าตาเหมือนทาโกะยากิค่ะ เม็ดๆ นั้นคือเม็กบัควีท , Fish & Chip tartlet แน่นอนว่าเมนูอินสไปร์มาจากอังกฤษก็ต้องมีฟิชแอนด์ชิป  , Rabbit pie และสุดท้ายเป็นพายค่ะ

Roast potato, truffle soup. Mini loss, Devon butter

ต่อมาจะเป็น Soup ค่ะ ขอบอกเลยว่าเฟย์ประทับใจกับเมนูนี้มาก อร่อยมากกก ซุปเห็นทรัฟเฟิลที่หอมชวนน้ำลายสอเลย ทางร้านจะมาเทซุปตรงหน้าเราค่ะ วิธีกินให้กินสลับกับเจ้ามินิโลฟข้างๆ ที่เชฟจะปากเนยจากเมืองเดวอน ประเทศอังกฤษไว้ข้างๆ สลับกันไปมาค่ะ  ซุปอุ่นๆที่มีกลิ่นทรัฟเฟิลเตะจมูกแบบนี้รับรองว่าทุกคนต้องชอบ

ระหว่างที่รอเมนูในคอร์สจริงๆ มาเสิร์ฟจะมีขนมปังและเนยมาให้เรากินรองท้องค่ะ   ขนมปังซาวน์โดอบใหม่ๆ เสิร์ฟมาบนชามหินร้อนและฟางร้อนซึ่งฟางก็ร้อนทำให้เป็นการอุ่นขนมปังให้ร้อนอยู่ตลอดค่ะ   เนยที่เสิร์ฟมาคู่กันเป็นเนยจากเมืองเดวอนอีกเช่นเคย แต่คราวนี้มี Corn wall Salt มาด้วยทำให้ได้รสเค็มๆ มันๆ เราชอบเจ้าเนยอันนี้นะ รสชาติอีกอร่อยค่ะ  ถ้าใครกินเนยหมดแล้วจะขอเพิ่มก็ได้ พนักงานที่ร้านจะมาตัดเนยให้ที่โต๊ะเลยค่ะ

Majestic Oyster Caviar

และแล้วเราก็เดินทางมาถึงเมนูแรกจริงๆ ของคอร์สนี้ค่ะ  ขอออกตัวก่อนว่าปกติแล้วเป็นคนไม่กินหอยนางรมเพราะรู้สึกว่ามีกลิ่นคาว แต่ตัวนี้ไม่มีเลย งงเวอร์กินได้ง่ายๆเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะเจ้าโฟมที่ทำจาก Dashi ด้วยละมั้งที่ทำให้รสชาติของหอบนางรมดีขึ้น และก็ได้ความเค็มจากคาเวียร์  ซึ่งแต่ละวันคาเวียร์จะไม่เหมือนกันค่ะ

Heirloom Beetroot Burrata

ตัวนี้จะเป็นบีทรูททั้งจานเลย ม้วนๆก็เป็นบีทรูป ซอสบีทรูป แม้แต่ไอศครีมในจานก็บีทรูทนะ แต่ที่เป็นสีเหลืองเพราะว่าเป็น golden beetroot ค่ะ  เมนูนี้จะนำเสนอรสชาติแบบต่างๆ ของบีทรูปเพราะเป็นวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อจากเมืองเดวอนที่เชฟอยู่ที่ประเทศอังกฤษค่ะ  ส่วนตัวสำหรับเรายังไม่ว้าวมากเพราะจะออกจืดๆ แต่ก็น่าสนใจดีค่ะ

Egg in an Egg….

ที่สุดของที่สุดของมื้อนี้เฟย์ยกให้กับเมนูนี้เลยค่ะ แค่พรีเซนท์เทชั่นก็ว้าวแล้ว อยู่ดีๆ ทางร้านก็ยกไข่ที่ใหญ่อย่างกะไข่นกกระจอกเทศมาวางตรงหน้า! เปิดมาก็จะเจอไข่อีกทีซึ่งขอบอกเลยว่าอร่อยมากกกก >///< ตัวนี้เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมมากของร้านค่ะ

ไข่สีแดงก็คือไข่แดงเนี่ยแหละค่ะทำไปคองฟี (ตุ๋นในน้ำมัน) ท้อปด้วยคาเวียร์ ส่วนสีขาวๆ คือไข่ขาวที่เอาไปทำให้เหมือนคัสตาร์ด รมควันด้วยโรสแมรี่ เสิร์ฟมาพร้อมกับเห็ดดองค่ะ   โดยวิธีกินเมนูนี้เชฟเค้าจะให้กินคู่กับขนมปังบริโอชที่โรชชีสมาเนี่ย ดิปกินเหมือนเจ้าไข่เป็นดิปปิ้งค่ะ เป็นเมนูที่ว้าวทั้งการนำเสนอและรสชาติเลย อันนี้ให้สิบสิบสิบ!

Line Caught brill artichoke

จานปลาก็มีเหมือนกันค่ะ เมนูนี้เป็นปลาที่ชื่อว่า Brill เสิร์ฟคู่กับพูเร่อาร์ติโชคมันๆ นัวๆ ข้างๆเป็น side dish ที่กินด้วยกันอย่างมะเขือเทศ หอมและเคปเปอร์ ความเค็มจากเคปเปอร์เพิ่มรสชาติให้เนื้อปลาได้ดีค่ะ

Sanchoku Wagyu Onion

ในส่วนของ Main Course ถ้าใครชอบกินเนื้อนี่ต้องชอบมากแน่ๆ เนื้อวากิวที่เชฟบอกว่าใช้ว่าการทำถึง 48 ชม! เดาว่าน่าจะซูวีย์มานะคะ เพราะเนื้อนุ่มมากและยังชุ่มฉ่ำ ด้านล่างจะเป็นมันบด ตกแต่งด้วยหอมแดงและเมล็ดมัสตาร์ด ถือเป็นอีกจานที่เราชอบมากเลยค่ะ

Pre dessert

เมนูล้างปากจากอาหารคาวก่อนจะเข้าคอร์สของของหวานค่ะ จานนี้เป็นกิมมิคน่ารักๆ ที่เป็นเมนูที่ได้อินสไปร์มาจากพนักงานในร้านเองค่ะ เค้าบอกว่าเป็นเมนูโปรดของเมเนเจอร์ที่ร้าน ข้างในก็จะเป็นผลไม้ต่างๆอย่าง blood orange, Lemon, clementine, Limoncello

Pear tart vanilla

มาถึงคอร์ส Dessert กันบ้างค่ะ จานนี้เป็นเมนูปิดท้ายที่เชฟ Krikจะออกมาเสิร์ฟด้วยตัวเองพร้อมกับทักทายแขกในร้านทีละโต๊ะๆ เลยค่ะ ตัวนี้จะเป็นทาร์ทลูกแพร กับไอศครีมวานิลลา รสขาติจะค่อนข้างหนักและหวานหน่อยค่ะ

Petti Four

ตามธรรมเนียมของอาหารแบบคอร์สมักจะปิดท้ายด้วย Petti Four ค่ะ อารมณ์ว่าเป็นขนมชิ้นเล็กๆ(ส่วนใหญ่จะเป็นขนมอบ) ทางร้านจะให้เราเลือกว่าจะกินคู่กับชาหรือกาแฟก็ได้

เชฟเดินมาถึงที่ทั้งที เฟย์ก็เลยได้ถ่ายรูปกับเชฟเป็นที่ระลึกค่ะ พร้อมกับพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันไปพลางๆ

ไวน์แพริ่งที่เราเลือกเป็นแบบ 3 แก้วเค้าจะเสิร์ฟเรียงจากไวน์ขาว ไวน์แดง ปิดท้ายด้วยไวน์หวานค่ะ

โดยรวมเป็นมื้อที่ประทับใจมากเลยนะ การบริการ บรรยากาศในร้านสมกับที่ได้รางวัลการันตีค่ะ ทริคที่เฟย์ใช้เวลาอยากไปกินร้านดีๆ แต่สู้ราคาไม่ค่อยจะไหว ให้เลือกตอนช่วงกลางวัน ส่วนใหญ่จะถูกกว่าค่ะ  ส่วนเครื่องดื่มให้ลองเปรียบเทียบราคาดูอย่างมื้อนี้จริงๆ สั่งเป็นไวน์แพริ่งอย่างเดียวเวิร์คสุด แต่ตอนแรกงงๆ สั่งเป็นแชมเปญแก้วนึง ซึ่งราคาเท่ากับไวน์สามแก้ว ฮ่าาา (เจ็บตัวไปตามๆ กัน) แต่ถ้าดูที่ราคาค่าอาหารอย่างเดียว ก็ถือว่าเหมาะสมนะคะ ราคาไม่ได้ต่างไปจากบ้านเราเท่าไหร่

ใครแวะมาเที่ยวสิงคโปร์แล้วสนใจแนะนำว่าให้อีเมลหรือโทรมาจองก่อนค่ะ เพราะส่วนใหญ่เต็มตลอด ส่วนช่วงเวลากลางวันไปได้ช้าสุดไม่ได้ 13.30 นะคะ   ใครไปแล้วชอบไม่ชอบยังไง คอมเม้นท์มาพูดคุยกันได้นะ =)

—————————-
JAAN
ชั้น 70 โรงแรม Swissôtel The Stamford  ประเทศสิงคโปร์
https://www.jaan.com.sg
ประมาน 12:00 – 15:00 // 19:00 – 22:30
โทร+65 6837 3322
https://www.facebook.com/JAANByKirk
Email :jaan.bookings@swissotel.com

 

J’AIME by Jean-Michel Lorain อาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินราคาฟินกระเป๋า | FAVFlavour


อยากกินอาหารแบบมิชลินสตาร์กับเค้าบ้าง แต่คงจะแพงน่าดู…

เชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องเคยคิดอย่างนี้กันบ้างใช่ไหมล่ะคะ แต่แต่แต่! ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ในราคาสุดแสนจะเป็นมิตรยังมีอยู่น้าาในราคาแค่ 1200 บาทเน็ท!! ไม่มีบวกเพิ่ม เลิศป่ะล่ะ  ใครเริ่มหูผึงต้องเซฟไว้แล้วตามมาได้เลยค่ะที่ร้าน J’AIME By Jean-Michel-Lorain ที่โรงแรม U Sathorn ค่าาา

ร้านนี้เป็นอาหารฝรั่งเศส ซึ่งต้นฉบับร้านแม่ร้านแรกเลยได้รับ 2 ดาวมิชลินในแคว้น Burgundy ประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ส่วนสาขาที่ประเทศไทยได้รับรางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวมาเมื่อปี 2018 ดูแลโดยเชฟ Amerigo Sesti ค่ะ   รูปแบบของร้านจะเป็นครัวเปิด ( Open Kitchen ) ที่ให้เราได้เห็นการทำงานของเชฟ มีการแบ่งสัดส่วนการทำงาน สะอาดเรียบร้อย ดูโปรมากๆ

เชฟ Amerigo Sesti คือเชฟคนที่ตัวสูงๆ ซ้ายมือของรูปค่ะ

ร้านนี้เป็นร้านแรกๆ ที่เฟย์เริ่มลองกินเมื่อเอาตัวเข้ามาสาย Fine Dining เลยล่ะ เพราะว่าราคาเค้าน่ารักมากๆ 1200 บาทสำหรับมื้อกลางวัน เป็นอาหาร 5 คอร์สด้วยกันถือว่าคุ้มค่าน่าลองมากๆ ที่สำคัญคือเน็ทแล้วไม่ได้บวก Vat และ Service Charge เพิ่ม ทำให้ตัดสินใจไม่อยากที่จะมาลิ้มลองกันเลยค่ะ     เมนูก็จะมีการเปลี่ยนเป็นตามแต่ Season ไปแต่ละรอบอาจจะไม่เหมือนกันนะคะ  เอาเป็นว่ามาดูกันว่ารอบที่เฟย์ไปมีอะไรกันบ้าง =)

เริ่มแรกเลยตามปกติของอาหารแนว Fine-Dining จะเริ่มต้นด้วยขนมปังค่ะ ชอบที่ที่นี่สไลด์บางทำให้ไม่อิ่มจนเกินไป

Poultry consommé infuse with time pepper and served with capon. foie gras and corn ravioli

มาถึงจานแรกในคอร์สจริงๆ ละค่ะ จะเป็นราวิโอลี่ฟัวกราส์และข้าวโพด เสิร์ฟมาพร้อมกับคอนซูเม่ โดยเจ้าคอนซูเม่เนี่ยจะเป็นซุปใสค่ะ มีวิธีการทำที่ยุ่งยากกว่าเพราะต้องกรองจนกว่าน้ำซุปจะใสแจ๋วไม่มีพวกตะกอนหรือไขมันค่ะ จานนี้อร่อยใช้ได้เลยนะ ได้ซุปร้อนๆ ซดคล่องคอก่อนที่จะไปเมนูอื่นๆ ค่าา

Red Vegetable tartare with homemade beetroot ketchup with fresh herbs

จานที่สองเป็น Red Vegetable Tartare ค่ะ อันนี้จะให้อารมณ์เรากินสลัดอะไรงี้ ให้ความสดชื่นจากผักสีแดงต่างๆ ส่วนซอสสีแดงที่เป็นเบสเป็นซอสบีทรูทค่ะ รสชาติจะออกจืดๆ หน่อยสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าเข้าใจยากไปนิด แต่นี่แหละค่ะรสชาติแบบฝรั่งเศสของจริงเลย

Mediterranean vegetale terrina and basil cream

จานที่สามตัวนี้ก็ยังเป็นรสชาติที่ให้ความเฟรชและสดชื่นค่ะ   อารมณ์ว่าเป็นสลัดแรปสไตล์เมดิเตอเรเนี่ยนค่ะ  แต่ว่าก็จะได้ texture จากความกรอบของเครื่องต่างๆ มาตัดเนื้อสัมผัสให้น่าสนใจขึ้นค่ะ

Braised farmed pork. Pasta and pig trotters gratin. And baby shallot with a red wine sauce.

Steamed blue spotted Seabass. sautéed sweet and sour cabbage. citrus jam, and smoked paprika emulsion.

จานที่สี่ในคอร์สจะให้เลือกหนึ่งในสองค่ะ แต่เนื่องจากเฟย์ไปกับคุณแฟน ก็เลยสั่งคนละอย่างจะได้ลองรับประทานทั้งคู่ อิอิ จานบนเฟย์ชอบมาก จะเป็นเนื้อหมูที่ตุ๋นในซอสไวน์แดงแล้วหมูอย่างนุ่มมมม ใช้ส้อมจิ้มนิดๆ ก็ขาดแล้ว เวิร์คเลยอันนี้รสชาติดีทีเดียวค่ะ  ส่วนจานล่างสาวๆ น่าจะชอบเป็นปลากระพงกับซอสที่ได้กลิ่นพวกส้ม กลิ่นผิวมะนาวอะไรพวกนั้นให้ความสดชื่นส่วนเนื้อปลาก็นุ่มมากก ทำความสุกของเนื้อปลาออกมาได้กำลังดีเลย  แต่ส่วนตัวเฟย์โหวตจานหมูมากกว่าค่ะ

ทั้งสองเมนูจะมี Side Dish มาให้ด้วยค่ะ เป็นโพเลนต้า ตอนแรกๆก็ยังไม่ค่อยอิ่มนะแต่พอ main dish มาแล้วก็เริ่มอื่มแล้วล่ะ

Caramelized exotic fruits, with a vanilla and pal, nectar ice-cream

จานที่ห้าขนมหวาน สวรรค์ที่สาวๆรอคอย อิอิ เริ่มที่พรีเซนเทชั่นที่เก๋ๆ ก่อนเลยขนมจานนี้มีสองชั้นนะคะ ไอศครีมวานิลลาที่โป๊ะอยู่บนแป้งคริสปปี้กรอบๆ และถั่วต่างๆ นอกจากจะได้ texture คนละแบบแล้ว พอเราตักลงไปจะเป็นผลไม้ที่ผัดรวมกันกับน้ำตาลจนเกิดเป็นคาราเมลเคลือกบางๆ  กินรอบกันจะได้ความเย็นจากไอศครีม ความกรอบจากแป้งข้างบน และผลไม้อุ่นๆ เพอร์เฟ็ค! เห็นอย่างนี้เยอะเอาการนะ รับรองอิ่มแน่นอนค่ะ

Petit Four

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดยังมีเซอร์ไพรส์มาอีก ส่วนใหญ่แล้วในมื้ออาหารแบบ Fine Dining จะมีขนมล้างปากเป็นอย่างสุดท้ายจริงๆ อีกทีค่ะ ด้านซ้ายจำไม่ได้เหมือนกันแหะว่าเป็นอะไร  แต่ด้านขวาอร่อยดีค่ะ เป็นเหมือนแบบคัสตาร์ดนมเคลือบมะพร้าวอะไรงี้ จบมื้ออย่างสมบูรณ์แบบ เย่!

เครื่องดื่มไม่ได้รวมอยู่ใสนคอร์สนะคะ แต่เฟย์สั่งมาเพิ่มเป็นน้ำองุ่นผสมอโลเวล่าและแก้วมังกร ดื่มง่ายอร่อยดีค่ะ

  

บรรยากาศในร้านก็สะอาด มีความ formal แต่ก็สบายๆเป็นกันเองอยู่ในที ตอนที่เฟย์ไปมื้อกลางวันก็คนเยอะแทบจะเต็มร้านเลยแนะนำว่าให้โทรมาจองก่อนจะดีกว่า รายละเอียกสามารถดูเพิ่มเติมได้ข้างล่างเลย  หรือใครสนใจอยากดูเป็นมื้ออื่นก็มีเยอะแยะเลย ดินเนอร์ หรือเซ็ทอื่นๆ สามารถดูรายละเอียดในเว็บไซต์ของทางร้านได้เลยค่ะ หรือใครชอบอยากตามมาตามรีวิวนี้ก็มาลองเซ็ทอาหารกลางวันก็ได้ที่ J’aime by Jean-Michel-Lorain ในราคาเซ็ทละ 1200 บาทเน็ต ไม่รวมเครื่องดื่มค่าาา

—————————-
J’aime by Jean-Michel-Lorain
โรงแรม ยู สาทร กรุงเทพฯ
https://www.jaime-bangkok.com
เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร เวลา 12:00 – 14:30 น., 18:00 – 22:00 น.
โทร 02-119-4899
https://www.facebook.com/JMLBangkok/
Email : reserve@jaime-bangkok.com

 

L’Atelier De Joel Robuchon Bangkok มิชลินสตาร์ที่มีสาขากวาดดาวมากที่สุดในโลก | FAVFlavour


L’Atelier De Joel Robuchon Bangkok
มิชลินสตาร์ที่มีสาขากวาดดาวมากที่สุดในโลก

หนึ่งในร้าน Fine Dining ที่ขึ้นชื่อระดับโลกเพราะนอกจากจะได้มิชลินสตาร์แล้ว แต่ละสาขาของเขายังกวาดดาวมาเพียบเกิน 30 ดวงไปแล้ว นั่นก็คือร้าน L’Atelier De Joel Robuchon ร้านอาหารฝรั่งเศสแนวไฟน์ไดนิ่งนั่นเอง

Joel Robuchon เป็นร้านที่เป็น Fine Dining อาหารฝรั่งเศสมีสาขามากถึง 11 สาขา แต่ถ้ารวมแบบร้านอาหารธรรมดาและ salon ด้วยก็มีมากถึง 20 สาขาเลย แถมแต่ละสาขายังทยอยกันกวาดดาวมิชลินสตาร์มามากกว่า 30 ดวงเข้าไปแล้วเรียกได้ว่าคุณภาพดีแค่ไหนดูดาวที่การันตีกันก็แล้วกันค่ะ เยอะสุดๆ เลย ซึ่งสำหรับสาขาที่ไทยก็ได้มิชลินสตาร์ 1 ดาวค่ะ

สาขาที่ไทยตั้งอยู่ที่ตึก MahaNakhon CUBE ดูแลโดยเชฟ Olivier Limousinโดยเชฟเคยทำงานที่ L’Atelier de Jöel Robuchon สาขา London มาก่อน มาจากสาขาหลักแบบนี้คือคุณภาพดีแน่นอน  ธีมการตกแต่งร้านก็จะคล้ายๆกันเป็นแสงแดงฉูดฉาด ให้ความรู้สึกที่สนุกขึ้นเวลากินอาหารพร้อมครัวแบบ Open ดูเชฟปรุงอาหารแต่ละจานไปด้วยเพลินดีค่ะ

อาหารที่นี่มีหลากหลายแบบมาก หลายคนอาจจะคิดว่าแพงแน่นอน แต่จริงๆแล้วแบบราคาที่จับต้องได้ก็มีเหมือนกันนะ เซ็ทอาหารกลางวันเริ่มต้นที่ 950++ เท่านั้นค่ะสำหรับ 2 คอร์ส แต่ที่เรามากินกันจะเป็นเซ็ทแบบ 4 คอร์ส ราคา 1,950 บาท ++

Amuse-bouche
Two starters ** เลือกเองตามชอบ
One main course ** เลือกเองตามชอบ
One cheese or dessert ** เลือกเองตามชอบ

เรามากันสองคนก็เลยได้เลือกสั่งหลายอย่างมาลองกัน แต่ละเมนูจะเป็นยังไงบ้างดูรีวิวได้ตามนี้เลยจ้าา

มาถึงทุกคนจะได้ขนมปังก่อนเลยค่ะ ซึ่งจะมีหลายแบบมากเลยนะ นี่ว่าครัวซองอร่อน กินคู่กับเนยหอมมัน แต่อย่ากินเยอะไปเดี๋ยวจะอิ่มเสียก่อน อิอิ

Amuse-bouche

 Amuse-bouche ทุกคนจะได้เหมือนกันค่ะ จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร แต่ก็คือเป็นเหมือนเรียกน้ำย่อยเบาๆ คนละ 2 ชิ้นค่ะ

Les Entrees Froides : Appertizer

LE BAR : Sea bass carpaccio with green beans salad, ‘mimosa’ style and wasabi dressing

คาปาโช่คือเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ดิบที่มักจะเสิร์ฟเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยค่ะ  จานนี้คือคาปาโช่ปลากะพงขาวเสิร์ฟคู่กับซอสวาซาบิ จานนี้รสชาติยังไม่ว้าวเท่าไหร่แต่โดยรวมก็อร่อยค่ะ

Le Saumon D’Ecosse : Thin confit scottish salmon, mustard flavoured celeriac ravioli

ตัวนี้กินแล้วรู้สึกอิ่มกว่าเพราะว่าได้เนื้อแซลมอนเต็มๆ  เป็นแซลมอนชิ้นใหญ่นำไปคองฟี  จะได้ความสุกที่กำลังดี เนื้อยังฉ่ำอยู่และรสชาติเบาๆ จากพวกเครื่องเทศที่อยู่ด้านบนซึ่งถือว่าเป็นแซลมอนที่ทำมาดีมากก เลิฟๆ  กินคู่กับราวิโอลี่ใส่เซลาลิก (ถ้าจำไม่ผิดมันคือหัวของขึ้นฉ่ายฝรั่งค่ะ )

LA TRUFFE Blanche : Soft boiled eggs on golden pearl rice with white alba truffle and parmesan

เนื่องจากเราสนใจใน Element บางอย่างของเมนูนี้ ก็เลยตัดสินใจสั่งมาลองกันหน่อยดีกว่า จานนี้เป็นไข่ออนเซนค่ะ แต่ที่น่าสนใจคือที่สไลด์ๆ อยู่ด้านบนนั้นคือ White Truffle หรือทรัฟเฟิลขาวซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราได้กิน White Truffle เลยล่ะ รสชาติจนอ่อนกว่าแบบดำนะคะ จะมีความละมุนละไมกว่าและแพงกว่ามากทีเดียว านนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากในคอร์สอีก 700 บาทค่ะ 

La Saint-Jacques : Hokkaido scallop served with pumpkin soup and confit chestnuts

อีกหนึ่งตัวที่เราชอบมากๆ เพราะเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ยังไม่เคยกินซุปแบบนี้เลย  มันคือซุปฟักทองที่มีความครีมมี่มันๆ บอกไม่ถูกอาจจะเพราะว่าในนี้มีเกาลัดตุ๋นในสไตล์ฝรั่งเศสผสมอยู่ด้วย  มาในแบบอุ่นๆ ไม่ร้อนเกินไปกินได้เพลินๆ เพิ่ม texture ด้วยหอยเชลล์ชิ้นโต โตขนาดที่ตักแบ่งกินคู่กับซุปไปได้แบบหมดพร้อมๆ กัน ส่วนถ้วยข้างหลังก็คือซุปที่เทเพิ่มได้นะ จานนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากในคอร์สอีก 250 บาทค่ะ 

Les Plate : Main Dish 

Le Porc : Caramelized pork plums served with green risotto

ผิดคาดกับจานนี้มากๆ เพราะว่าอร่อยสุดๆ!! ยกให้เป็นนัมเบอร์วันของคอร์สนี้เลย ต้องสั่งๆๆ รีซอตโตข้าวสุกกำลังดีตามแบบฉบับที่ควรจะเป็นคือยังกรุบนิดๆ แต่ที่ว้าวเลยคือหมูคือสุดดดด >< หมูสามชั้นคือเด็ดเวอร์อะไรเวอร์ กินคู่กันคือฟินลืมมม จานนี้บอกเลยว่าใครสั่งก็รับรองต้องติดใจค่ะ ดีงามม

La Canette de Challans : Challans roasted duck breast with duo of green and yellow mango.

สำหรับตัวนี้เหมาะสำหรับสายโปรตีนเพราะได้อกเป็ดเต็มๆ ชิ้นใหญ่มาก เสิร์ฟคู่กับมะม่วงสองสไตล์ เป็นแนวๆ ซัลซ่าเพิ่มความสดชื่นกับอีกตัวเป็นมะม่วงสุกกริลล์นิดๆ ตัวนี้วันที่เรากินคิดว่าเนื้อเป็ดแอบสุกไปนิดนึงเลยไม่นุ่มเท่าที่คิด แต่จริงๆแล้วตัวนี้ถือเป็นตัวไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมมากค่ะ  ซอสเข้มข้นซึมเข้าอกเป็ดได้ดี จานนี้ต้องจ่ายเพิ่มจากในคอร์สอีก 300 บาทค่ะ 

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่โด่งดังประจำ Robuchon ทั่วโลกก็คือ Potato Puree ที่จะเสิร์ฟมาให้กับ Main dish ทุกเมนูค่ะ อันนี้คือดีมากกกก!!! เป็นมันบดที่นุ่ม หอมเนย เข้มข้น ละมุนลิ้นที่สุดเท่าที่เคยกินมา เข้าโรยทรัฟเฟิลขาวมาให้ด้วยยิ่งหอมขึ้นไปอีก  และสามารถเติมได้นะ (แต่ชามที่สองไม่ได้ทรัฟเฟิลแล้ว ฮ่าาา)

Le Fromage Et Les Desserts : Dessert

L’OPERA : Opera cake with arabica chantilly and guanaja 70% chocolate, hazelnut coffee praline

หนึ่งในขนมฝรั่งเศสชื่อดังที่ใครๆ ก็รู้จักก็คือเค้กโอเปร่า เค้กช็อกโกแลตสุดเขมข้นจากช็อกโกแลต 70% ในหลายๆ เลเยอร์พร้อมกระจุกกระจิกตกแต่ง ตัวนี้คือใครชอบช็อกโกแลตน่าจะชอบแต่ว่าจะค่อนข้างหนักกินแล้วอิ่มทีเดียวค่ะ

Le Yuzu & Coco : Crispy merengue, yuzu chantilly and coconut water granite

เราชอบขนมหวานตัวนี้มากกว่าค่ะ ตัวนี้จะเป็นเมอแรงค์ที่ด้านในเป็นครีมยูสุ วิธีกินคือให้เอากรานิต้าน้ำมะพร้าว(ชามข้าวหลัง) มากินคู่กัน ได้ความรู้สึกที่สดชื่นมากๆ เบาๆ เหมาะที่จะเป็นเมนูปิดท้ายได้ดีค่ะ

 

โดยรวมแล้วเฟย์ชอบมากทีเดียว ตอนแรกคือคิดว่าแพงมากแน่ๆ แต่พามาดูรายละเอียดจริงๆ เราสามารถมาลองประสบการณ์แปลกใหม่ได้ในราคาย่อมเยาว์นะ แต่ของเฟย์เองคือสุดท้ายก็แพงเพราะสั่งเมนูที่ต้อง sup เพิ่มสั่งไวน์ด้วย โน่นนี่เยอะแยะไปหมด ฮ่าาาา คือแค่มันบดก็ชนะเลิศแล้ว  การบริการคือดีเค้าจะคอยมองว่าเรากินไปถึงไหนแล้วถึงเริ่มทำอาหารเพื่อที่จะได้ร้อนสดใหม่พร้อมเสิร์ฟ อธิบายแต่ละเมนูอย่างละเอียดเลยค่ะ

ปกติแล้วอาหารฝรั่งจะออกรสชาติจืดๆ ไม่ค่อยหวือหวา แต่ที่นี่ก็มีหลายตัวที่ว้าว มีรสชาติที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น

ใครจะมาแนะนำให้โทรมาจองก่อนนะคะ เพราะตอนที่มาคนก็เยอะเหมือนกัน อีกทั้งเมนูอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตาม Season ไปเรื่อยๆ เค้าจะมีเมนูให้ดูในเว็บด้วย สามารถไปเปิดเช็คๆ ดูทำการบ้านก่อนว่าอยากกินตัวไหนก็ได้นะ รายละเอียดเพิ่มเติมตามข้างล่างนี้เลยค่าา

—————————-
L’Atelier de Joël Robuchon – Bangkok
5th Floor ตึก MahaNakhon CUBE ถนนนราธิวาส
www.robuchon-bangkok.com
Lunch : 11:30- 14:00   Diner : 18:30 – 22:00
โทร 02-001-0698
https://www.facebook.com/atelier.bkk/
** มี Dress Code ด้วยนะคะ ต้องแต่งตัวสุภาพผู้ชายกางเกงขายาวรองเท้าหุ้มส้น ผู้หญิงแต่งตัวสุภาพค่ะ ** 

Otaru Masazushi ที่สุดแห่งร้านซูชิชื่อดังจากเมืองโอตารุ | FAVFlavour


Otaru Masazushi
ที่สุดแห่งร้านซูชิชื่อดังจากเมืองโอตารุ

ต้องยกให้เป็นที่สุดแห่งความเซอร์ไพรส์เลยที่ร้าน Otaru Masazushi ร้านซูชิเก่าแก่ชื่อดังคู่เมืองโอตารุมากว่า 80 ปีได้มาเปิดสาขาที่ประเทศไทยแล้ว! คนรักอาหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะซูชิด้วยแล้วบอกเลยว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาด

หากใครไปเที่ยวที่ฮอกไกโดและมีโอกาสได้ไปเยือนยังเมืองโอตารุแล้วล่ะก็ เชื่อว่าหลายคนน่าจะทำการบ้านเรื่องร้านอาหารอร่อยๆ ที่ต้องไปชิมและแน่นอนว่าต้องมีร้าน Otaru Masazushi อยู่ในลิสท์นั้นแน่นอน เพราะเป็นร้านที่เก่าแก่เปิดมาจนถึงรุ่นที่ 3 แล้วแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่ยังส่งต่อมาทุกยุคที่ยังครองใจนักกินได้อย่างอยู่หมัด แต่ถ้าใครไม่ได้ไปญี่ปุ่นก็ไม่เป็นไรเรามีโอกาสได้กินเหมือนกันที่ Icom Siam ฝั่ง Siam Takashimaya โซน Rose Dining ชั้น 4 ค่ะ 

สำหรับสาขาที่ประเทศไทยก็จะเป็นแบบออริจินอลเลยคือมีทั้งคอร์สซูชิหลากหลายแบบและโอมากาเสะในสไตล์ของ ” Ezo Mae ”  เน้นความเรียบง่ายและความสดใหม่ของปลา  คือจะเป็นรสชาติที่ไม่ได้ปรุงแต่งจนรสชาติผิดเพี้ยน แต่ความอร่อยที่เราจะได้กินนั้นมาจากการคัดเลือกวัตถุดิบล้วนๆ เป็นรสชาติจากวัตถุดิบ 100% ซึ่งแน่นอนว่าจะให้ได้คุณภาพแบบนี้ทางร้านก็ต้องนำเข้าปลามาจากที่ประเทศญี่ปุ่น และนำเข้ามาทั้งหมดมาจากฮอกไกโดโดยตรงมาถึง 6 ครั้งต่อสัปดาห์

เอาล่ะเชื่อว่าต้องอยากเห็นกันแล้วแน่ๆ ว่าเมนูจะน่ากินแค่ไหน  ตอนแรกที่เชฟจะให้ลองเป็นคอร์ส Masa sushi แต่ไปๆมาๆ กลายเป็นว่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นมินิโอมากาเสะแทน ฮ่าาา เอาเป็นว่าที่จะได้เห็นรีวิวกันจะเป็นแนวๆ โอมากาเสะนะคะ แต่ปลาอาจจะไม่เหมือนกันถ้าไปเพราะว่าแต่ละวันจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับวันนั้นว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง

Shirako ponzu เห็นแล้วถึงกับงงว่านี่มันอะไรกัน? บอกแล้วต้องตกใจแน่ๆ เพราะว่ามันคือถึงสเปิร์มของปลาคอต!! ใช่ค่ะเรากินมัน ฮ่าาา แต่นี่เป็นเมนูที่หากินยากมากเลยนะ น้อยร้านจะที่มีเสิร์ฟรสชาติจะนุ่มๆ ลื่นๆ กินคู่กันพอนซิสูตรพิเศษของทางร้าน ให้ความรู้สึกที่สดชื่น เหมือนเป็นการเปิดปุ่มรับรสพร้อมรับเมนูต่อไป

Ika somen จานนี้คือปลาหมึกแต่ไม่ได้มาเป็นซูชิ หรือซาชิมินะ แต่ว่าเป็นการดัดแปลงทำเป็นเส้นเหมือนโซเมน แน่นอนว่าวิธีกินก็จะเป็นแบบการกินโซเมนค่ะ คือให้คีบเส้นไปจิ้มกับซอสที่มีไข่แดงและอุนิ ฟินมากกก เส้นปลาหมึกนุ่มๆ เข้ากันได้ดีกับซอสที่มีความเข้มข้นของไข่แดงและอุนิผสมอยู่

matsukawa karei เป็นปลาตาเดียวที่ตะแคงขวา (ถ้าตะแคงทางซ้ายถึงจะเรียกว่า Hirame เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าเรียกต่างกันตามด้านที่ตะแคง) ด้านบนจะเป็นชิโสะโรยอยู่เสริมรสชาติให้มีมิติมากขึ้น แอบถามมาได้ความว่าสายพันธุ์ Matsukawa ที่เป็นปลาที่แพงและ High-end มากๆ นี่ก็ยังไม่เคยเจอเท่าที่เคยไปกินมาเลยนอกจากที่นี่ 

Nishin หรือปลา herring ตัวนี้ถ้าใครมากินตั้งแต่ธันวาคมถึงราวๆ กุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดเพราะว่าเป็นช่วงที่ปลาสะสมพลังงานเพื่อเตรียมวางไข่ทำให้เนื้อปลามีไขมันเพิ่มมากขึ้น รสชาติดีขึ้น  ที่ชอบอีกอย่างคือเชฟจะแร่บางมากๆ แล้วค่อยมาเรียงเป็นชั้นๆ สวยงามและรู้สึกว่าได้สัมผัสที่แปลกว่าการกินเป็นชิ้นเดียว น่าสนใจดีค่ะ

Botan กุ้งโบตันที่ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นมา!! ปกติเราจะเห็นตัวยาวราวๆ นิ้วมือแต่ตัวนี้ถ้าเทียบจริงๆ ขนาดยาวมากเกือบเท่าฝ่ามือเลย! มีเนื้อที่หวานกลมกล่อมมากค่ะ ไม่คาวเลย 

อีกตัวที่เป็นเมนูที่ทำจากกุ้งโบตันเหมือนกันคือส่วนหัว เชฟจะแกหัวเอาเฉพาะด้านในและมันกุ้งมาทำเป็นซูชิแบบห่อด้วยสาหร่าน เห้ยดีงามม งงๆ ว่าแค่หัวก็เป็นซูชิได้ด้วยแหะ อร่อยๆ

Hokkigai หรือหอยปีกนก ตัวนี้เฟย์ยกให้เป็นที่สุดของซูชิที่กินในวันนี้มันอร่อยมากกกก!! งงเวอร์ทั้งๆ ที่ปกติไม่ชอบกินหอยปีกนก…  จนได้มารู้ความลับว่าอ้อออ ที่มันอร่อยเพราะมันเป็นสดๆ นี่เองปกติที่เรากินกันมันเป็นแบบตายแล้วมันจะคายพิษออกมาทำให้เหนียว แต่แบบนี้คือสดมากกกก แค่เอามาลนไฟเบาๆ ให้พอมี texture โรยด้วยเกลือนิดหน่อย ตัวนี้แนะนำสุดๆ สิบสิบสิบไปเลยจ้าาา

Hitokuchi ikura  หรือข้าวหน้าอิคุระนั่นเองเป็นแบบหมักในโชยุ เชฟจะตักลงตรงหน้าเลยแบบเน้นๆ แค่เห็นก็รู้สึกดี ฮ่าาา  อ่อได้ความรู้มาอีกอย่างคำว่า ฮิโตะกุจิ แปลว่ากินหมดในคำเดียว  ดังนั้นจะกินให้รู้สึกถึงแก่นให้ยกซดกินให้หมดในคำเดียวไปเลยก็น่าจะดี ฮ่าา

Uni ลำดับที่สองของความฟินยกให้เจ้าไข่หอยเม้น (สายพันธุ์ Bafun) ไข่หอยเม่นสดตัวนี้ไม่ได้แต่งรสชาติด้วยโชยุแต่เป็นเกลือ ไม่เคยกินแบบนี เห้ยดีมากก! เกลือให้รสชาติที่มาเป็นแบบ After taste คนละแบบกับโชยุ น่าสนใจ อันนี้ก็สิบสิบสิบไปเลยย

Otoro ราชาแห่งท้องทะเลที่ไม่ว่าใครก็ต้องรักนาง  ตัวนี้เป็นมากุโร่ตัวใหญ่กว่า 300 กิโลกรัมสายพันธุ์แคนาดา ลายไขมันจะไม่เหมือนแบบปกติที่เราคุ้นตากัน ซึ่งลายไขมันแบบนี้เชฟบอกว่าเหมาะที่จะเอาไปลนไฟนิดนึง แต่วางด้านที่ยังดิบไว้ข้างบนเพื่อที่ให้รับรสชาติของโชยุที่จะทาลงไปได้ดีกว่า  อีกเคล็ดลับคือเชฟจะทาโชยุ 3 ครั้ง (ปกติทารอบเดียว) พี่จ๊ะพี่จ๋าอันนี้ใครๆ ก็ต้องชอบแน่นอนรับรองได้ 

Masa no tamago ไข่หวานสูตรเฉพาะของทางร้าน ไม่มีนม ไม่ใส่เนย แต่เป็นเคล็ดลับของทางร้านจากไข่กับเนื้อปลา  เชฟเล่าให้ฟังว่าต้นกำเนิดของตัวนี้มาจากการลองทำให้ลูกค้าที่ญี่ปุ่นกินแล้วได้รับการตอบรับที่ดีมาก เลยกลายเป็นเมนูหลักของทางร้านที่อยู่มากว่า 10 ปีแล้ว

Miso Soup ก่อนจะเข้าของหวานปิดท้ายกันด้วยซุปมิโสะร้อนๆ ใส่สาหร่ายและคัสซิโอะ  ซึ่งกลิ่นของมิโสะจะเป็นแบบอ่อนๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลายดีค่ะ ตัวนี้กลิ่นของสาหร่ายจะแรงหน่อย

Monaka matcha ice ปิดท้ายด้วยขนมหวาน ขนมปังกรอบนอกนุ่มในไซส์ประมานมาการอง ข้างในเป็นไอศครีมชาเขียวกับซอสคุโระมิสึ  อยากจะกินซักสองชิ้นฮ่าา

เชฟใหญ่เจ้าของร้านบินมาดูแลร้านที่ไทยเองเลย แถมยังเป็นคนปั้นซูชิให้เรากินเองด้วย

ถ้าใครชอบรสชาติที่ไม่ได้เป็นแนวปรุงแต่งเยอะ เป็นรสชาติธรรมชาติจากวัตถุดิบเลยแนะนำให้มาลองค่ะ อีกทั้งไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวที่โอตารุด้วย (ที่นั้นคือคนเยอะมากก) ทุกอย่างที่นี่เป็นการอิมพอร์ทมาจากฮอกไกโดหมดเลย จานชาม โต๊ะ การตกแต่ง แม้กระทั้งน้ำยังมีการกรองให้ได้รสชาติแบบที่โน่นเลย  รายละเอียดคอร์สว่ามีอะไร พิกัดที่ไหน ตามข้างล่างนี้เลยค่ะ

Lunch 10:00a.m.-15:00p.m.

  • Course Masa-sushi 3200++
  • Course Otaru 10 pcs. 4000++
  • Nigiri Azami 10 pcs. 2500++
  • Nigiri Hana 7 pcs. 2000++

Dinner 17:00p.m.-22:00p.m.

  • Omakase 7000++
  • Mini Omakase 4500++ 、

—————————-
Otaru Masazushi Thailand
4th floor (Rose dining) Siam Takashimaya
10:00 – 15:00 (Last Order 14:30) 17:00 – 22:00 (Last Order 21:30)
โทร 0-2005-3800
https://www.facebook.com/Otaru-Masazushi-Thailand

The Sanctuary Thailand ชาร์ตแบตให้กายใจ..ที่เกาะพงัน | FAVFlavour


The Sanctuary Thailand
พักกาย..พักใจที่เกาะพงัน

ไปพักผ่อน ปลดปล่อยสมอง สูดอากาศปลอดโปร่ง เล่นโยคะที่เกาะพงัน

ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ …. เกาะพงันจริงๆ  ในความรู้สึกของเราภาพของเกาะพงันเป็นอะไรที่ lively มาก แสงสีเสียงและปาร์ตี้ ใครจะคิดว่าที่เกาะพงันจะมีรีสอร์ทอย่าง The Sanctuary Thailand ที่เป็นแนว wellness ที่พักกลางป่าติดทะเลที่สร้างมาเฉพาะเพื่อเป็นที่หลบหนีความวุ่นวายจากโลกภายนอกให้คุณได้มาปลดปล่อยกายใจให้ปลอดโปร่ง เชื่อไหมเพียงแค่ 3 วันที่อยู่ที่นี่ก็ทำให้เราแฮปปี้แบบที่ยังไม่อยากกลับกทม.เลยล่ะ

The Sanctuary Thailand

The Sanctuary Thailand เปิดมาแล้วกว่า 25 ปีตั้งอยู่อีกฝากนึงของเกาะพงันค่ะ อยู่ใกล้ๆกับที่เค้าจัดปาร์ตี้กันเนี่ยแหละ แต่ว่าความรู้สึกเหมือนอยู่คนละโลกกันเลย ฮ่าา  คอนเซ็ปท์ของที่นี่จะเป็นเหมือนกับ “ที่หลบพัก” หลบหนีจากสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายรอบตัวคุณมาทำร่างกายให้สดชื่นอีกครั้งที่นี่ ด้วยรีสอร์ทที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติแบบ 360 องศาเลย อากาศที่บริสุทธิ อาหารที่ดี และกิจกรรมที่มีอยู่มากมายเหมือนได้มาชาร์ตแบบให้เต็ม 100 อีกครั้งค่ะ

หลักๆ แล้วนักท่องเที่ยวที่มาที่แนวจะมาเพื่อมาฝึกโยคะ และก็มาดีทอกซ์ค่ะ  ที่นี่จะมีโยคะสำหรับผู้เข้าพักทุกเช้า หรือจะมาแบบแอดวานส์ก็มีนะ มีไปจนถึงแบบฝึกเป็นครูเลย  ส่วนดีทอกซ์ก็เห็นคนมาทำเยอะเหมือนกันค่ะ แบบล้างลำไส้ให้สะอาด ล้างสารพิษอะไรทำนองนี้มีทั้งแบบไม่ได้กินอะไรเลย! มีแต่น้ำดีทอกซ์กับแบบพอมีอะไรให้กินบางมื้อ แล้วแต่ว่าอยากสุดแค่ไหน อิอิ

The Sanctuary ThailandThe Sanctuary Thailand

จริงๆ ทริปนี้เป็นทริปมาทำงานของเฟย์ที่นี่ในส่วนของฟู้ดสไตลิสท์ดูแลเรื่องการถ่ายภายอาหารค่ะ เรามาที่นี่อยู่ 3 วัน  ไม่มีเวลาเดินดูแบบละเอียดเท่าไหร่ แต่เท่าที่ดูโดยรอบ ลักษณะของที่พักจะเป็นเหมือนบังกะโลเป็นหลังๆ มีหลายแนวมากตั้งแต่ชิลล์สุด แนวห้องรวม ไปจนถึงแบบที่ดูดีก็มี  แต่ละจุดจะล้อมรอบด้วยต้นไม้เหมือนเราอยู่กลางป่า อากาศดีมากกก อีกทั้งยังได้ความเป็นส่วนตัวด้วย  พี่ๆ พนักงานบอกว่ามีลูกค้าบินโดรนถ่ายภาพ ยังมองไม่ค่อยเห็นเลย เพราะต้นไม่เยอะจริงๆ ค่ะ

The Sanctuary Thailand

ตรงนี้คือ reception ของที่นี่ ข้างในมีน้องแมวอยู่ด้วย วันๆ นอนห้องแอร์สบ้ายยย อิอิThe Sanctuary ThailandThe Sanctuary ThailandThe Sanctuary ThailandThe Sanctuary Thailand

ลักษณะรอบๆ รีสอร์ทก็จะประมานนี้ ซึ่งแนวนี้ถูกใชแขกต่างชาติมาก เรียกได้ว่ากว่า 90% เป็นชาวต่างชาติทั้งหมดเลย ช่วงที่เฟย์ไปน่าจะเป็นกรุ๊ปคนไทยกรุ๊ปเดียว ถ้าไม่นับพี่ๆ พนักงาน ฮ่าาา

The Sanctuary Thailand

เจ้า Fudge น้องหมาประจำที่พัก คิดถึงจังง

The Sanctuary ThailandThe Sanctuary Thailand

นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้นั่งโง่ๆ ไม่ทำอะไร ดูพระอาทิตย์ตกแล้วก็..ยิ้ม =)

บรรยากาศยามเย็น ท้องฟ้ากลายเป็นสีพาสเทลคิ้วท์มากกก    ช่วงเย็นจะเป็นช่วงที่สงบกว่าเวลาอื่น แปลกไหม เพราะด้วยความที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เค้าจะไปอยู่ตามที่ทำกิจกรรม หรือไม่ก็เดินไปเล่นน้ำหาดอื่นเลย  ชายหาดหน้าที่พักก็เลยโล่ง ไม่ใช่วิวคนเหมือนที่อื่น แต่เป็นธรรมชาติจริงๆ ค่ะ

The Sanctuary Thailand The Sanctuary Thailand

โซนร้านอาหาร เป็นเหมือนโอเอซิสของที่นี่ ฮ่าาา คือแบบเวลาปกติคนหายไปไหนไม่รู้ แต่พอถึงเวลาอาหารจะออกมาจากป่าเขาบ้าง ขึ้นมาจากทะเลบ้าง มารวมตัวกันที่นี่ ซึ่งร้านอาหารก็จะอยู่ด้านหน้าติดชายหาดเลยค่ะ

The Sanctuary Thailand The Sanctuary Thailand The Sanctuary Thailand

ในส่วนของอาหารน่ากินป่าววววว อิอิ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Vegetarian แล้วก็ Seafood โดยเฉพาะปลาค่ะ ไม่มีเนื้อหมูเนื้อไก่อะไรพวกนั้นนะ  นี่บอกเลยว่าเป็นอาหารมังอาหารแนวผักๆ ที่อร่อยมาก! งงไปเลย เมนูเค้าเยอะมากกก เป็นร้อยๆ ตัวแล้วด้วยความที่เปิดมานานมาก มีการพัฒนาสูตรจนลงตัว อย่างพ่อครัวใหญ่ที่นี่เชฟต๊อดตี้ ก็อยู่มาถึง 14 ปี แน่นอนว่าอาหารคือจัดเต็มใส่ใจสุขภาพมากๆ เลย แต่ถ้าใครไม่ใช่สายกินผัก ก็แนะนำเป็นปลา ปลาตัวใหญ่อ้วน อิ่มเลยค่ะ

ตกกลางคืนถ้าใครยังไม่นอน ออกมาดูดาวกันเถอะ!  ลืมไปแล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเต็มไปหมดเลย คืนที่ออกมาดูดาวเห็นดาวตกด้วย! เลิศๆ อยู่นะ

จากวันแรกที่เรารู้สึกว่ามันแอบดิบไป ไม่ชินกับแนวนี้ แต่ไปๆมาๆ ชอบซะงั้น! ไม่ใช่แค่บรรยากาศหรอกที่ดี แต่พนักงานทุกคนซึ่งสำหรับเฟย์ถือเป็นส่วนใหญ่เลยที่ทำให้เราชอบที่นี่ ทุกคนน่ารักมากกก เชื่อไหมเฉลี่ยๆ แล้วทำกันมาเป็น 10 แล้วนะไม่ไปไหนเลย แถมทุกคนยังดูมีไฟ ตั้งใจทำงาน ทำให้เราได้รับพลังบวก นอกจากพักร่างกายแล้ว ยังได้ชาร์ตความรู้สึก เติมไฟในการทำงานอีกครั้งด้วยค่ะ

คนไทยยังมีจำนวนน้อยมากที่รู้จักที่นี่ พอเฟย์มาแล้วชอบก็เลยอยากบอกต่อจริงๆ ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใยเว็บไซต์ของ The Sanctuary Thailand นะคะ ราคาที่พักขึ้นอยู่กับฤดูกาล หรือถ้าจะมาเป็นเป็นแพ็กเกจทำดีทอกซ์ โยคะอะไรพวกนี้ก็มีเหมือนกันค่ะ

ป.ล รูปทั้งหมดเป็นของทางที่พักนะคะ ยกเว้นรูปท้องฟ้ากับคน ฮ่าา เพราะว่าทำงานทุกวันไม่ได้ถ่ายเลยจึงได้ขออนุญาตใช้รูปจากทางที่พักเรียบร้อยแล้วค่าาา

Photo Credit : The Sanctuary Thailand
Photographer : Lightculture

—————————-
The Sanctuary Thailand
Haad Tien Beach, Ko Phangan, Surat Thani, Thailand
www.thesanctuarythailand.com
โทร 081-271-3614
https://www.facebook.com/sanctuarythailand/

Sandalwood Luxury Villas วิลล่าสวยบนเขาสูง ณ เกาะสมุย | FAVFlavour


Staycation at Samui 

ชอบจังการ staycation ก็คือแบบไปที่พักแล้วอยู่แต่ในนั้น พักผ่อนชิลล์ๆ ไม่ต้องรีบบึ่งๆ ทุกอย่าง  ซึ่งทริปนี้เฟย์ไปทำงานที่สมุยมาค่ะ ก็เลยมีโอกาสได้ไปพักผ่อนก่อนจะเริ่มทำงานอยู่หนึ่งวันที่รีสอร์ทที่เฟย์ไปทำงานฟู้ดสไตลิสท์ให้ซึ่งก็คือที่ Sandalwood Luxury Villas เกาะสมุนนั้นเองงงง~~ แล้วแบบที่พักดีมากก ดูแลดีมาก แถมห้องที่เราได้พักคือเก๋สุด! มีห้องเดียวนะที่เป็นแบบนี้ เลยอยากจะมีรีวิวซะหน่อย เพื่อใครไปสมุยจะได้ดูไว้เป็นตัวเลือกค่าาา

ที่ Sandalwood Luxury Villas ทุกห้องพักจะเป็นลักษณะของวิลล่าหมดเลยค่ะ มีความเป็นส่วนตัวมากเพราะรีสอร์ทตั้งอยู่บนเขาแต่ละห้องจะมีสเต็ปที่ไม่เท่ากันไม่บังวิวกันค่ะ เหมาะกับการมานอนพักชิลล์ๆ จิบไวน์เวอร์ อิอิ ในส่วนของห้องที่ทางรีสอร์ทจัดให้เราได้พักกันตลอดการทำงานก็คือห้อง Lilly ซึ่งห้องนี่จะอยู่ติดกับห้องอาหารเลย ใกล้ๆ เดินไปนิดเดียวเอง

ห้อง Lilly จะมีสองห้องนอนค่ะ ติดกับสระว่ายน้ำทั้งคู่ เป็นเตียงใหญ่มากันได้เป็นครอบครัวค่ะ  ส่วนตัวเฟย์ชอบห้องรูปบนเพราะรับแสงธรรมชาติได้มาก รู้สึกปลอดโปร่งดีค่ะ  ในห้องก็จะมีอุปกรณ์ต่างๆ ชุดคลุม ผ้าเช็ดตัว จิปาถะอะไรไว้ให้ครบ

ห้องน้ำใหญ่เวอร์!  แถมดูดีๆ มีหินจริงๆ อยู่ในห้องน้ำด้วยนะ  เนื่องจากเป็นห้องที่ต่อเติมขึ้นมาภายหลังพอขุดๆ ไปแล้วเจอหินก็เลยมีการดีไซน์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องไปเลย ไม่ต้องทำลายธรรมชาติ เก๋ดีด้วย จะมีห้องนึงที่มีจากุซซี่ด้วยเป็นแบบใหญ่มากมากับแฟนแช่กันได้สองคนสวีทวี้ดวิ้วกันไปเลย ฮ่าา   ไฟก็จะเปิดเป็นแสงธรรมดาแบบนี้ หรือปรับให้เป็นสีๆ สร้างบรรยากาศตามใจชอบก็ได้นะ นอนเล่นมือถือแช่น้ำร้อนไปคือฟินนน

ห้องรับแขกพร้อมโซฟาที่นุ่มกว่าที่บ้าน ฮ่าาา กลายเป็นว่าเป็นจุดที่ทุกคนชอบ น้องๆ ผู้ช่วยเฟย์ในทริปถึงกับจับจองเป็นที่นอนกันเลย  ตรงนี้ก็อยู่ติดสระว่ายน้ำเหมือนกันมีประตูเดินออกไปได้ อีกด้านก็มีประตูเชื่อมกับห้องนอน ดูทีวีจากห้องนอนได้เช่นกัน

ในส่วนของโถงทางเข้าก็ยังมีเจ้าหินยักษ์เหมือนกัน นี่ว่าเก๋อ่ะ มีการพยายามดีไซน์ให้กลมกลืนกันได้แปลกดีค่ะ  มีห้องครัวด้วยสมมุติมาแล้วจะมาปาร์ตี้ คุ้กกิ้งอะไรได้หมดเลยนะตรงนี้

ตรงนี้ก็ชอบ บนหินทำเป็นที่นอนเล่นๆ เฟย์เลยขอนอนพักก่อนจะไปลุยงานในวันต่อไป 

นี่ไงสระว่ายน้ำส่วนตัวหน้าห้องไปเล้ยยย เชื่อมทั้งสองห้องนอนเลยค่ะ เล่นน้ำตอนกลางคืนคือบรรยากาศดีมาก เปิดจากุซซี่ในสระด้วยเพลินดี ตอนกลางคืนก็คือไม่เดินออกไปไหนแล้ว สั่งข้าวมากินที่ห้องก็ได้เช่นกันค่ะ

ใครที่ชอบมาเที่ยวแนว Staycation พักผ่อนที่วิลล่าสวยๆ หากมาเที่ยวสมุยก็ลองดูที่นี่ได้นะคะ  ถ้าอยากได้วิวแบบปังกว่านี้จองห้องที่อยู่บนๆพีคไปอีกกก สระน้ำ ทะเล ท้องฟ้า อยู่เป็นฉากเดียวกันเลยสวยมากๆค่าาา

—————————-
Sandalwood Luxury Villas
211/7 Moo 4, Maret, Amphoe Koh Sa-Mui, Surat Thani, Thailand
www.sandalwoodsamui.com
โทร.077 448 982
https://www.facebook.com/sandalwoodsamui/

Shinsei Sushi โอมากาเสะถูกและดีมีอยู่จริง| FAVFlavour


โอมากาเสะที่ดีที่สุดตั้งแต่กินมา
ถูกและดีมีอยู่จริง!!

ถ้าพูดถึงอาหารญี่ปุ่นที่เป็นสุดยอดในเรื่องวัตถุดิบก็ต้องนึกถึงโอมากาเสะ  เพราะโอมากาเสะเป็นคอร์สการกินแบบตามใจเชฟในฉบับญี่ปุ่นที่เชฟจะเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ดีที่สุดเฉพาะของวันนั้นเท่านั้น เลือกปรุงโดยที่เราสามารถแจ้งได้ว่าเรากินอะไรไม่กินอะไร เชฟก็จะสร้างวรรค์ตัวใหม่มาให้แทนค่ะ  งานนี้เราก็ได้ตกหลุมรักเจอเค้ากับร้านโอมากาเสะที่ดีที่สุดแล้วนั้นก็คือร้าน Shinsei Authentic Sushi ณ ย่านอารีย์ดงอาหารชื่อดัง

โอมากาเสะที่ร้าน Shinsei Authentic Sushi เฟย์ยกให้เป็นนัมเบอร์วัน! อันดับหนึ่งของเฟย์เลยค่ะ  เพราะว่าวัตถุดิบคุณภาพดีมากกกกก สดคือสด กินแล้วเราจะรู้ได้เลยว่ามันแตกต่างจริงๆ อีกทั้งราคายังน่ารักสุดๆ ใครที่อยากจะลองกินโอมากาเสะแต่สู้ราคาที่แสนแพงไม่ไหวก็แนะนำที่นี่เลย เพราะว่าเค้ามีให้เลือกด้วยกัน 3 ราคาค่ะ ตัวที่แพงสุดยังถูกกว่าตัวที่ถูกสุดบางร้านเลย

  • 12 courses ราคา 1,500 บาท ประกอบด้วย Appetizer, Sashimi, Sushi minimum 7, Tamago, Soup & Dessert
  • 15 courses ราคา 2,300 บาท ประกอบด้วย Appetizer, Sashimi, Sushi minimum 10, Tamago, Soup & Dessert
  • 18 courses  ราคา 3,000 บาท ประกอบด้วย Appetizer, Sashimi, Sushi minimum 12, Hot food, Tamago, Soup & Dessert

ซึ่งมากินทั้งทีก็จัดไปเลยสิค่ะตัวแพงสุดของร้าน กินกันให้เต็มที่ไปเลย ฮ่าาา  ไปดูกันมีอะไรบ้าง

Madai เริ่มกันด้วยปลามาไดย่างเกลือ เสิร์ฟมาพร้อมกับไชเท้าขูดราดด้วยซอสมาเล็กน้อย เชฟย่างปลามาได้สุกกำลังดีไม่แห้ง ทำให้ปลายังมีความชุ่มช่ำอยู่ แค่เริ่มต้นก็ฟินแล้วอ่ะ

Tuna smoked  เนื้อปลาทูน่านำไปรมควันให้ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ย่างกลิ่นไม้ย่างก่อนเสิร์ฟทาด้วยซอสใบโอบะ และวาซิบิแบบอ่อน ซึ่งกลิ่นจะไม่ฉุนมาก บอกเลยว่าดีงามมมม ชอบจัง

Shimachi เข้าหมวดซูชิด้วยปลาเนื้อขาวชิมาอาจิ ไม่รู้จะบรรยายยังไงจำได้แค่ว่าอร่อยมาก ฮ่าา เชฟเค้าจะบังปลาแล้วทาโชยุมาให้เลยไม่จำเป็นต้องจิ้มเพิ่มค่ะ

kampachi ตัวนี้ก็ยังเป็นปลาเนื้อขาวเหมือนเดิมซึ่งเป็นตัวที่นิยมจะเห็นกันในหลายๆ ร้าน เนื้อของข้างแน่นไม่เหม็นคาวนะ ปรกติไม่ค่อยกินปลาเนื้อขาวแต่พอมากินแบบโอมากาเสะเกิดจะกินได้ซะงั้น ฮ่าาา

Kurodai ปลาคุโระได ( หรือกระพงดำ ) จะมีเนื้อที่ค่อนข้างนิ่มยุ่ยๆ กว่าปลาเนื้อขาวทั้วไป ตัวนี้เชฟโรยด้วยผงยูสุทำให้ได้รสเปรี้ยวอ่อนๆ พร้อมกลิ่นหอมตัดกับรสของโชยุเข้ากันได้ดีค่ะ

Akami tsuke เข้าสู่หมวดปลาเนื้อแดงกันบ้างค่ะ เจ้าอากามิ ซึเกะ คือปลาทูน่าบลูฟินแช่ในซอสโชยุปรุงรส  (ซึเกะ แปลว่าแช่) อันนี้ว้าวมากกก ปกติอากามิคือส่วนเนื้อแดงของทูน่าจะไม่มีไขมันแทรกรสชาติเลยจะไม่นวลๆ พวกนำมาปรุงรสแบบนี้แล้วอร่อนขึ้นไปอีกนะ

Kamasu ปลาคามาซึถ้าจำไม่ผิดเหมือนเชฟจะบอกมาอีกชื่อนึงด้วยชื่อบาราคูด้า  เจ้าตัวนี้ก็ดีงามอีกแล้ววว เชฟเอาปลาไปหมกกับสาหร่ายคอมบุทำให้มีกลิ่นที่แปลกไปจากเดิม

Aori Ika อาโอริ อิกะ หรือปลาหมึกหอมบ้าอะไรทำไมนุ่มเบอร์นี้~~ >//< นี่ปรกติเฟย์ไม่กินปลาหมึกล่ะ รู้สึกว่ามันเหนียว แต่ไหนๆ มาแล้วก็โอเคกินตามเชฟทำมาเลนไม่ขอเปลี่ยน นี่เปลี่ยนความคิดไปเลยดีมากกก นิ่มสุดอะไรสุด ท้อปด่วยไข่ปลาคาราซึมิ  ดูปลาหมึกจิเชฟบั้งละเอียดสุดพลัง เพื่อความนุ่มที่มากขึ้นอีกทั้งช่วยให้โชยุซึมได้ทั่วๆทั้งชิ้น

Kohada โคฮาดะ ตัวนี้เป็นตระกูลทางเดียวกันกับพวกปลาซาบะค่ะ คือตัวเงินและก็จะมีกลิ่นที่แรงขึ้นมาหน่อย ในทั้งหมดที่กินรู้สึกว่าอันนี้กลิ่นแรงสุดแล้วแต่ก็ยังกินได้นะเชฟเค้าจะทาด้วยขิงและมะนาวดับกลิ่นได้ประมานนึง

Ikura Don ก่อนจะเข้าสู่หมวดซูชิปลารสจัดมาตัดรสชาติด้วยข้าวหน้าอิกุระกันก่อน  ไข่ปลาอิคุระตู้มๆโปะไปไม่ยั้งพร้อมด้วยสาหร่ายกับวาซาบิเล็กน้อย  เข้าจานนี้ความอื่มเริ่มถามหาแล้วค่ะ ฮ่าาา

Hotategai หอยเชลล์ย่างแบบอาบุริแค่ด้านบนนิดๆ ด้างล่างยังดิบๆอยู่ฟินเวอร์!  ข้างในมีซอสวากาเมะซ่อนตัวอยู่ดีงามมม

Botan Ebi ซูชิกุ้งโบตั๋นตัวนี้ใช้ข้าวที่คลุกไข่ปลาฮาราซึมิทำให้มีรสเค็มนิดๆ ท้อปด้วยกุ้งส่วนหางนำไปสับกับมันกุ้งและตันหอมไทยเล็กน้อย เป็นซูชิที่มีความนัวๆ ดีค่ะ

Chutoro นางเอกของเรามาแล้ววว ชูโทโร่ เนื้อทูน่าในส่วนที่เริ่มมีมันแทรกค่ะ ตัวนี้จะมีสีชมพูกำลังสวยพร้อมลายของไขมันที่แทรกนิดๆ ใครเป็นสายเนื้อแดงก็น่าจะชอบแน่นอนเลิศๆ

Ootoro มีนางเองก็ต้องมีพระเอกอย่างโอโทโร่ ตัวนี้เนื้อจะเป็นสีชมพูอ่อนพร้อมมันแทรกค่อนข้างมาก เหมือนไม่ต้องเคี้ยวและกลืนไปได้เลยฮ่าาา  ด้านบนท้อปด้วยวาซาบิอ่อน สิบสิบสิบไปเลยจ้าาา

Uni ยัง! ยังไม่หมดจ้าาาา คอร์สนี้เรากินกันเยอะมากๆ อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ใครๆก็ชอบก็คือเจ้าอุนิหรือไข่หอยเม่นนั่นเอง   เชฟตักมาแบบไม่หวงของเลย ห่อด้วยสาหร่ายดี้ดี

Wagyu Akita จัดปลามาทั้งอ่าวแล้วจะพลาดเนื้อไปได้เยี่ยงไร  ซูชิหน้าเนื้ออะกิตะ A5 เบิร์นให้พอสุก ราดซอสและอิคุระ อันนี้ก็เป็นอีกตัวที่ต้องให้ สิบสิบสิบ ไปเล้ยยย

Tamago หรือไข่หวานของร้านนี้จะมาเป็นแนวสปอนจ์มีความนุ่มฟูค่ะ ถ้าขอได้ก็อยากจะขออีกคำนะฮ่าา

Osumono Soup ซุปใสจากน้ำสต็อกปลา ( โอซูโมโนะ ) หมดของคาวแล้วก็มาล้างปากกันด้วยซุปกันค่ะ ดื่มร้อนๆคล่องคอดี เป็นการปิดเหล่าซูชิทั้งหลายให้ท้องอุ่นๆ พร้อมเปิดกระเพาะของหวานต่อ อิอิ

Matcha Ice-cream ปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่างแท้จริงกับไอศครีมชาเขียวโมจิและถั่วแดง มีความเป็นญี่ปุ่นสุดๆค่าา

Why here? 

เป็นไงกันบ้างเยอะไหมล่ะจริงๆ นับไปนับมาคือ 20 อย่างเลยนะ!! นี่อิ่มตั้งแต่ครึ่งทาง ฮ่าาา จริงๆ ต้องมีอานาโงะ หรือปลาไหลน้ำจืดอีกตัวด้วยค่ะ  เฟย์ลืมถ่ายรูปไว้จะเป็นตัวที่กินก่อนซูชิเนื้อวากิว ทั้งหมดนี้ในราคา 3000 บาทหาที่อื่นไม่ได้นะแถมที่นี่ยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าอีกด้วยเช่น

  • เปลี่ยนข้าวตลอดเพื่อรักษาอุณหภูมิ และข้าวก็ใช้น้ำส้มตัวพิเศษในการปรุงจะเป็นน้ำส้มอากาสึ (น้ำส้มดิบ) นำเข้าจากญี่ปุ่น ทำให้ข้าวออกส้มและให้กลิ่นที่หอมกว่า
  • ขิงดองไม่แสบไป กำลังดีและเต็มได้ตลอด
  • ไม่กินตัวไหนบอกเชฟก่อนได้เชฟจะเปลี่ยนเมนูให้
  • ถ้ากินคอร์สนี้คือเยอะมาก! อิ่มเกินอิ่ม ฮ่าา
  • เชฟอธิบายปลาแต่ะละอย่างอย่างละเอียด ทำให้เราเข้าใจก่อนกินได้ดีกว่า
  • เชฟจะดูจังหว่ะการรับประทานของเรา ค่อยๆปั้นซูชิให้พอดีกับเวลา ไม่ช้าหรือเร็วไป

ก่อนไปกินมีเคล็ดลับเลือกวันกินมาแนะนำ

  • ปลาจะเข้าร้านทุกวันอังคารและพุธ ดังนั้นแนะนำให้รอ 1 วัน เพราะสดไปเนื้อจะไม่ดี ที่คิดว่าต้องกันทั้งทีเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ควรจะรอบ่มปลาก่อนซัก 1 วันค่อยไปดีที่สุด ส่วนทูน่าจะใช้เวลาบ่ม 3-4 วัน
  • ถ้าอยากกินเป็นโอมากะเสะแนะนำให้โทรไปจองก่อนนะคะ เพราะจะเป็นที่นั่งหน้าบาร์มีจำนวนจำกัดเข้าจะมีหลายรอบโทรไปเช็คคิวก่อนจะได้ไม่ไปเก้อเด้ออ

—————————-
Shinsei Sushi
อารีย์ ริมถนนเลยสามารถจอดรถได้ที่ตึกฝั่งตรงข้าม
11:30 AM – 3:00 PM, 5:30 PM – 10:00 PM
โทร. 063-319-6655
https://www.facebook.com/shinseisushi/

Red Light Therapy @ Skintopia Centre | FAVFlavour


แสงสีแดงดี้ดี 
กระตุ้นคอลลาเจน กระชับผิว บรรเทากล้ามเนื้ออักเสบ  

ก่อนหน้านี้เป็นช่วงที่เฟย์ทำงานหนักอยู่เหมือนกันทั้งงานรีวิว งานฟู้ดสไตลิสท์ไปตะลอนๆ ที่ต่างจังหวัดแบกหามมากมายหลายสิ่ง ปวดตัวเมื่อยล้ามากๆ พอกลับมาก็ได้มีโอกาสไปใช้บริการที่สกินโทเปียเซ็นเตอร์ ด้วยเครื่องบำบัดด้วยแสงสีแดง มาแล้วมันน่าสนใจ ทำอะได้หลายอย่างแหะ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยความงาม แต่เหมาะกับการรักษาอาการบาดเจ็บของพวกนักกีฬาด้วย นางทำได้หลายอย่างแหะ เลยอยากจะมีรีวิวซะหน่อยค่าาา

สกินโทเปีย เซ็นเตอร์ อยู่อโศกเลยค่ะ เดินทางง่ายๆ ติดรถไฟฟ้าเลยที่ตึกไทมส์ สแควร์ชั้น 3 เดินทางเชื่อมมาจากบีทีเอสอโศกได้เลยค่ะ  ที่นี่เป็นศูนย์บริการเรื่องสุขภาพและความงามค่ะ แต่ที่โดดเด่นแปลกตากว่าที่อื่นก็จะเจ้าเครื่องบำบัดด้วยแสงสีแดงเนี่ยแหละ   

เครื่องบำบัดด้วยแสงสีแดงคืออะไร? 

เจ้าเครื่องนี้จะมีทั้งแบบนอนและก็แบบยืนเลือกได้ตามความสะดวกของเราเลย   หน้าตาคล้ายๆ กับเครื่องทำผิวแทน แต่ว่ามันจะปล่อยแค่แสงสีแดงออกมาค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจำดำจะคล้ำนะ คนละแสงกันปกติสุดๆ อิอิ

แสงสีแดงนี้ดียังไง?

แสงสีแดงจะเป็นแสงที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในร่างกายดีต่อใจกับสาวๆ มากสิคะแบบนี้  เพิ่มอัตราการไหลเวียนโลหิตด้วยการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ ซึ่งจะช่วยเร่งขั้นตอนการฟื้นฟูให้กับผิวและกล้ามเนื้อที่ถูกทำร้ายซึ่งตรงนี้แหละที่มันให้มากกว่าเรื่งความสวยงาม พวกนักกีฬาก็เห็นว่ามาใช้กันนะเพราะว่าแสงสีแดงจะกระตุ้นให้เนื้อเยื้อและเซลล์ที่เสื่อมสภาพได้รับการฟื้นฟูกลับมาทำงานเป็นปกติ    นอกจากนี้ทางร้านบอกว่าใครผมร่วมก็จะร่วงน้อยลงไปด้วยหล่ะ

  • ลดเลือนตีนกา
  • ผิวเรียบเนียน และรูขุมขนกระชับ  กระจ่างใส
  • ช่วยบรรเทาอาการผิวหนังอักเสบ รักษาสิว ฟื้นฟูผิวหลังการออกแดด ลดเลือนรอยแตกและแผลเป็น
  • ช่วยให้รอยด่างดำจางลง
  • กระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินในร่างกาย
  • บรรเทาอาการปวดบริเวณข้อมือ คอ กล้ามเนื้อ หัวไหล่ ข้อต่อและหลัง
  • ซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื้อ กระตุ้นการสร้างกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างสมรรถภาพกล้ามเนื้อโครงร่าง
  • รักษารอยช้ำ และลดบวม
  • บรรเทาอาการบาดเจ็บของข้อเท้า
  • ป้องกันความเหนื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

  

แต่นแต้น และนี้ก็คือโฉมหน้าเครื่องทั้งแบบยืนและแบบนอนค่ะ ตอนที่เครื่องวอล์มอยู่ก็จะเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ เหมือนไฟเทค ฮ่าาา

พอถึงเวลาเข้าเครื่องเราต้องทาครีมก่อนค่ะ แนะนำว่าให้หน้าสดมาเลยเพื่อให้ครีมซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นทาไล่ไปตามเบอร์นะคะ โดยเราจะทาเบอร์ 1 – 3 ก่อนเข้าเครื่องเพื่อช่วยให้แสงสีแดงทำงานได้ดีขึ้น  แล้วเค้าก็มีแว่นตาให้ด้วย เพราะแสงจ้ามากจะได้ไม่ปวดตาค่ะ  ใช้เวลาเพียงแค่ 15 นาทีก็เสร็จเรียบร้อย ทาครีมเบอร์ 4 เพื่อบำรุงอีกทีก่อนออก

สรุปแล้ว 15 นาทีเห็นผลเลยไหม? 

ก็ยังนะคะเพราะว่าต้องทำซัก 2-3 ขึ้นไปก็จะเริ่มเห็นผล (เดี๋ยวนี้ว่าจะไปใหม่ ฮ่าาา) เราสามารถทำได้ประอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งหรือใครจะทำทุกวันก็ได้นะ  ฉีดโบทอกซ์ ฟิลเลอร์อะไรมาก็ทำได้ไม่เป็นอันตราย แต่ให้ทำหลังจากฉีดมาได้ 2 สัปดาห์เพื่อเป็นการป้องกันไว้อีกชั้นค่ะ

อ้อๆๆ ข้อนี้สำคัญถ้าใครจะไปทำหรือเจอที่อื่นอย่าลืมดูเครื่องหมาย  CE (Conformité Européene หรือ European Conformity) ที่ตัวเครื่องด้วย  เป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานคุณสมบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม โดยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร   ถ้ามีก็อุ่นใจปลอดภัยแน่นอนค่าาา

—————————-
Skintopia Centre
ชั้น 3 ตึก Times Square Building อโศก
11:00 AM – 8:00 PM
โทร. 0630922488
https://www.facebook.com/SkintopiaByGorgeous/

Wang Hing Hoi ดินเนอร์หรูท่ามกลางหิ่งห้อยนับล้าน| FAVFlavour


Wang Hing Hoi
Dining with experience

หนึ่งในร้านอาหารแบบ Fine Dining ที่มาแรงทีเดียวในตอนนี้ก็คือร้าน  Wang Hing Hoi ซึ่งมีคอนเซ็ปท์ที่น่าสนใจมากทีเดียวคือเป็นการ ” บาลานซ์เมืองใหญ่เข้ากับธรรมชาติ ” และธรรมชาติในที่นี่ก็คือ ” ดิน น้ำ ลม และไฟ ” รวมกันเป็นระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์โดยใช้หิ่งห้อยเป็นตัวแทนของความสมบูรณ์นี้

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือร้านวังหิ่งห้อยจะเปิดแค่18 เดือนเท่านั้น! ทำไมแป้ปเดียวอ่ะ? ก็เพราะว่าวัฏจักรชีวิตของหิ่งห้อยจะอยู่แค่นั้น   ดังนั้นใครช้าระวังอดนะ! นี่ก็เข้าธีมที่ 2 แล้วจาก 4 ธีมต้องรีบแล้ววว

ทางเข้าร้านก็เก๋แล้วอ่ะ เป็นวีดีโอสามมิติกลีบดอกไม้โร่งโรยลงมา เหมือนแบบดูดให้เราเข้าไปในร้าน

เอาหล่ะไม่รอช้าเราเข้าไปดูกันเลยดีกว่าว่า Fine Dining
ที่มาพร้อมกับประสบการณ์การรับประทานแบบใหม่นี่จะเป็นยังไง

บรรยากาศภายในร้านจะค่อนข้างมืดได้บรรบากาศเหมือนเรานั่งอยู่ท่ามกลางป่าที่มีหิ่งห้อยจริงๆ  แต่ทุกคนคงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่า

แล้วไหนหิ่งห้อย?  

มีแน่นอนไม่ใช่ว่ามาแต่ชื่อนะ ฮ่าาา น้องหิ่งห้อยจะอยู่อีกห้องนึงค่ะ ซึ่งเค้าจำลองระบบนิเวศเป็นป่าจริงๆ เลยอยู่มืดทึบ เราต้องเดินเข้าไปดูอีกห้องนึง เพราะถ้ามาอยู่ตรงนี้จะเป็นการรบกวนหิ่งห้อย  ซึ่งเฟย์ว่าคิดถูกมากๆ เพราะพอเดินเข้าไปดูห้องหิ่งห้อยต้องตะลึงเลย  ไม่คิดว่าเราจะได้หิ่งห้อยไม่รู้กี่ตัวนับไม่ถ้วน ปล่อยแสงระยิบระยับบินวนกันเต็มไปหมด เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้อิ่มเอมปล่อยใจให้โล่งๆ ก่อนจะเตรียมตัวไปอิ่มท้องกับมื้ออาหารของเราต่อไป

การตกแต่งเหมือนยกป่ามาไว้ในเมืองจัดเต็มขนาดนี้แล้ว ในส่วนของเมนูก็น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ  คอนเซ็ปท์ของอาหารจะล้อไปกับธีม ดิน น้ำ ลม และ ไฟ คือจะมีการเปลี่ยนเซ็ทเมนูทุกๆ 4 เดือน และ 2 เดือน สุดท้ายนั้นจะเป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด เดาว่าเป็นการรวมกันของเมนูในทุกๆ ซีซั่นน่าจะเป็นพวกตัวเด็ดๆ

ที่นี่จะเป็น Fine Dining แนว Thai Twist อย่าเพิ่งงงนะ คือมันจะเป็นอาหารไทยเป็นหลักเนี่ยแหละ แต่มีกรรมวิธี องค์ประกอบอื่นๆ ภายในจาน และกิมมิคบางอย่างที่มีการทวิสท์ให้น่าสนใจชึ้นมาโดยตอนนี้ (พย. 2018) จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 เซ็ทค่ะ

  • CLOUD NINE SET 2,590++ THB
  • ABOVE THE CLOUD SET 3,290++ THB

งานนี้เฟย์มากันสองคนก็เลยขอลองทั้งสองเซ็ทเลย ทุกคนจะได้เห็นเมนูแทบจะทุกเมนูกันเลย เป็นไกด์ให้เลือกเมนูที่ถูกใจกันได้เลยค่าาา

– Amuse Bouche –

เริ่มต้นกันด้วยเมนูรียกน้ำย่อยกันก่อน มาถึงแล้วไม่ว่าจะเลือกคอร์สไหนก็จะได้ Appertizer  เหมือนกันทั้งหมดสามตัวค่ะ

  • LAST LEAF
    ไข่มดแดง! ไม่เคยกินมาก่อนเลย อันนี้มาแบบแนวกรอบๆ โอเคเลยไม่บอกก็ไม่รู้
  • FINEST
    เกี๊ยวสองสไตล์นี้เป็นเกี๊ยวครีมชีสปู ได้ความกรอบตัดกันกับความนุ่มของไส้
  • TRI ANGELS
    แป้งตอติญ่าทอดบางกรอบเสิร์ฟพร้อมกับกุ้งลายเสือ

———————
– – Above The Cloud set – –

แล้วก็มาถึงตัวหลักๆ กันบ้างเซ็ทแรกที่เฟย์ขอลิสท์ขึ้นมาก่อนก็คือเซ็ท above the cloud เป็นตัวใหม่ที่เพิ่งออกมาได้ไม่นานค่ะ

PIRATE TREASURE
Octopus Confit served with Salted Eggs Sauce and Black Garlic

มาถึงตัวแรกของอาหารจานหลักกันบ้าง  สำหรับตัวนี้แค่เห็นพรีเซ้นท์เทชั่นก็ว้าวเลยอ่ะ ดูมีความโจรสลัดนิดๆ สมกับชื่อเมนูเลย   ปกติเฟย์ไม่ค่อยชอบกินปลาหมึกเพราะว่ามันเหนียว แต่สำหรับจานนี้ปลาหมึกมีการนำไป confit ก่อนแล้วทำให้มันนุ่มมากกก กินคู่กับซอสไข่เค็มสีส้มสดใสและกระเทียมสีดำ

SMOOTH SURPRISE
Snow Fish Crisps topped with Foie Gras and Green Mango with Clear lime Dressing

ตัวนี้จะเน้นในเรื่อง texture ที่แตกต่างของระหว่างความกรอบกับความนุ่ม ปลาหิมะฟูกรอบๆ กับฟัวกราส์ชิ้นโตหนานุ่ม ราดด้วยซอสมะม่วงรสเปรี้ยวนำ เป็นการยกระดับยำมะม่วงแบบไทยๆ ให้มีมิติมากยิ่งขึ้น

WIND TUNNEL
Beef Truffle Bone Marrow and Rice Berry Cracker

สายลมที่พัดผ่าอุโมงค์นี้คือความสดฉ่ำจากไขกระดูก ที่สายเนื้อต้องร้องว้าวแน่นอน   พร้อมด้วยข้าวพองกรอบๆ เอาไว้จิ้มกินให้ได้เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย

DIP DYE
Clown Featherback Fish Ball wrapped with Cabbage
in Red Curry Consommme

ถ้าไม่บอกนี่รู้ไหมว่าคือแกงส้ม? จานนี้เป็นแกงส้มปลากรายห่อด้วยใบกะหล่ำในซุปใส แต่มีการปรับเปลี่ยนหน้าตาให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นเหมือนกับการย้อมผ้าจากน้ำซุปสีม่วงที่จะค่อยๆ ซึมเข้าไปในกะหล่ำปลีนี้ค่ะ ซุปจะถูกเทตอนเสิร์ฟตรงหน้าเราเลย

MILKY WAY
Mixed Fruits and Rice Noodle with Pineapple Coconut Milk

ตัดรสด้วยจานผลไม้กันบ้าง ตัวนี้คือเป็นขนมจีนซาวน้ำเวอร์ชั้นผลไม้นานาพันธุ์เช่นแตงโม ราสป์เบอร์รี่ เรียงรายกันเป็นทางช้างเผือก  ว่าแต่นี่ชอบการตั้งชื่อเมนูจังทำให้อะไรๆ ดูน่าสนใจขึ้นเยอะเลยว่าไหม

MIDNIGHT SNOW
Grilled Snow Fish Parma Ham served with Japanese Rice
and Adobo Nero Sauce

มาถึงตัวจานหลักอีกอันที่เฟย์เลือกในคอร์สนี้จะเป็นเมนูปลาหิมะย่าง พันด้วยพาร์ม่าแฮม เสิร์ฟพร้อมกับรีซอสโต้หมึกดำและซอสหมึกดำ โดยจานนี้เค้าเปรียบเหมือนเป็นลมทะเลที่พัดมายามค่ำคืน ซึ่งก็คือตัวปลาหิมะนั่นเองค่ะ


SWEET FALLEN ANGEL
Pandan Flavored Rice Flour with White Chocolate Shell served with Melon and Lemon Cream and Coconut Milk Foam

มาในส่วนของขนมกันบ้าง “นางฟ้าแห่งของหวานที่ร่วงหล่นมาจากฝากฟ้า” ว่อออดูอลังการงานสร้างจริงๆ ตัวนี้ข้างในจะเป็นลอดช่องที่ครอบด้วยโดมไวท์ช็อกโกแลตเสิร์ฟคู่กับ เลมอนมูส เมลอนครีมเมอแรงค์และโฟมซอสมะพร้าว พอเทซอสลงไปโดมไวท์ช็อกโกแลตก็จะค่อยๆ แตกเผยให้เป็นด้านในค่ะ

———————
– – Cloud nine set – –

มาดูอีกเซ็ทนึงกันบ้างค่ะ ตัว Cloud nine set ก็เป็นอีกเซ็ทหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งอาหารจานหลักจะไม่เหมือนกับเซ็ทก่อนหน้านี้ค่ะ 

SAILOR
Octopus Carpaccio with Crispy Jerusalem Artichoke
and Yuzu Sauce

เริ่มที่ตัวแรกเป็นหนวดปลาหมึกสไลด์บางราดด้วยซอสยูซุ ด้านบนโรยด้วยเยรูซาเล็มอาติโช๊คสไลด์ทอดกรอบและไข่ปลาที่ออกรสเปรี้ยว ได้รสชาติแบบเบาๆ เปิดต่อมรับรสให้เตรียมพบกับตัวต่อๆ ไปได้ดีค่ะ

VANILLA SKY
Seared Wagyu Beef on top of Daikon Cake served with Beef Jus

ในที่สุดเนื้อวากิวก็มา!! เย่ๆ เนื้อวากิวจะวางอยู่บนขนมผักกาดราดด้วยซอสเนื้อที่ต้องบอกเลยว่าเข้มข้นจริงอะไรจริง เพราะต้องผ่านการเคี่ยวจนงวดใช้เวลาไปถึง 24 ชม.เลย! เฉพาะซอสนะเนี่ย ทางร้านบอกว่าเหมือนแบบเนื้อวากิวเป็นพระอาทิตย์ที่อยู่บนก้อนเมฆ ท่ามกลางท้องฟ้าสีทองอะไรงี้

MONSOON
Seared Hotate served with Spicy and Sour Baby Clam Soup

ยกให้เป็นหอยเชลล์ที่ทำได้สุกกำลังดีที่สุดเท่าที่กินมา ไม่สุกไป เนื้อยังนิ่มและไม่เละ ตัวซุปสีขาวนี้จะมีafter taste เปรี้ยวนิดๆ ที่ปลายลิ้มจากรสชาติของหอยตลับ เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังกรอบค่ะ

TROPICAL WIND
Sunkist & Berries with Key Lime Dressing

เซ็ทที่แล้วมีเมนูผลไม้ตัดรส เซ็ทนี้ก็มีเหมือนกันค่ะ จานนี้จะเป็นการตัวของผลไม้สามอย่างคือส้มซันควิส บลูเบอร์รี่และราสป์เบอร์รี่ราดด้วยซอสคีย์ไลม์เพื่อเพิ่มความสดชื่น

NORTHERN BOUQUET 
Pan-fried Short Ribs with Hunglei Curry and Elote corn

มาถึงไฮไลท์ของเซ็ทนี้ก็ต้องยกให้เจ้าตัวนี้เลยเป็นตัวที่ชอบที่สุดในทั้งหมดที่เราได้ลองกินมาค่ะ นางคือแกงฮังเลจ้าาาา ชอร์ทริปสุดนิ่มกับซอสแกงฮังเลเข้ากันได้ดีมากๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับคอร์นสลัดซึ่งทั้งจานถือว่ามีรสชาติจัดจ้านถูกปากรสชาติที่คนไทยชอบค่ะ (ตัวนี้ต้องจ่ายเพิ่มนะคะในราคา 600+ บาท)

———————

โดยสรุปแล้วเฟย์ว่าสิ่งที่ประทับใจมากๆ ก็คือประสบการณ์ในการรับประทานอาหารของเค้านั้นต้องให้เลยจริงๆ พรีเซ็นท์เทชั่นแต่ละจานผ่านการคิดค้นมาอย่างดี สอดคล้องกับชื่อและวัตถุดิบมากๆ บอกเลยว่าหาไม่ได้จากที่อื่นแน่นอน อันนี้คอนเฟิร์ม ส่วนอาหารโดยรวมก็อยู่ในเกณฑ์ที่อร่อยค่ะ

สำหรับเฟย์ถือว่าคุ้มค่าราคานะ ใครที่ไม่เคยกินแนวนี้อาจจะดูว่าแต่ละจานให้น้อยจัง  แต่จริงๆ คอร์สนึงได้กินเป็น 10 จาน อิ่มนะจ๊ะ ฮ่าาาและกว่าจะได้มาแต่ละจานมันต้องผ่านขั้นตอนการทำที่เยอะมากๆ  แนะนำว่าให้ตอนที่เค้ามาเสิร์ฟให้ถามเลยค่ะ แต่ละจานเป็นมาอย่างไร ถ้าเราได้รู้ตรงนี้จะทำให้เข้าใจเมนูแต่ละเมนูมากขึ้นค่าา

—————————-
Wang Hing Hoi
ถนนเลียบทางรถไฟระหว่างเพชรบุรีกับอาร์ซีเอ
6:30 PM – 11:30 PM
โทร. 091 979 6226
https://www.facebook.com/WangHingHoi/